วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้อหิน...ภัยเงียบที่คุกคามการมองเห็น

ต้อนรับสัปดาห์ต้อหินโลก รพ.บำรุงราษฎร์ บริการตรวจสุขภาพตาและคัดกรองโรคต้อหิน 'ฟรี' 50 คนแรกในวันเสาร์ที่ 5 นี้ พร้อมชมนิทรรศการความรู้

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จัด “งานสัปดาห์ต้อหินโลก A World Glaucoma Week event” ต้อนรับสัปดาห์ต้อหินโลก 6–12 มี.ค.นี้ ทั้งขอเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวโรคต้อหิน ภัยเงียบที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยตาบอดเป็นอันดับต้นๆ จึงขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม “งานสัปดาห์ต้อหินโลก A World Glaucoma Week event” วันเสาร์ที่ 5 มี.ค.นี้ เวลา 9.00 – 16.00 น. ณ ล๊อบบี้ โถงชั้นล่าง อาคารโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0 2667 1000)
กิจกรรมในงาน อาทิ
• ชมนิทรรศการความรู้โรคต้อหิน รู้ทันสาเหตุ อันตราย วิธีการป้องกันและรักษา
• รับคำปรึกษาเรื่องต้อหินโดยจักษุแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ
• ตรวจสุขภาพตาและคัดกรองโรคต้อหิน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (สำหรับ 50 ท่านแรก)

ต้อหินคืออะไร
ต้อหิน หนึ่งในโรคทางตาที่เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตาบอดที่เกิดขึ้นทั่วโลก จัดเป็นภัยเงียบที่คุกคามนัยน์ตาได้โดยไม่ทันรู้ตัว หากรักษาไม่ทันอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ในที่สุด โดยเป็นโรคที่มีการเสื่อมของประสาทตา โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ ความดันตาที่สูงขึ้นจนมีการทำลายประสาทตาและส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น โดยภาวะความดันตาสูงคือความดันตาที่สูงกว่า 22 มิลลิเมตรปรอท (ค่าความดันตาปกติอยู่ที่ 5-22 มิลลิเมตรปรอท)

ใครบ้างมีความเสี่ยง
ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต้อหิน ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อหิน ตรวจพบความดันตาสูง เคยมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับดวงตา ใช้ยาสเตียรอยด์ มีภาวะสายตายาวหรือสั้นมาก มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่นเบาหวาน ไมเกรน เป็นต้น

ไม่มีอาการเตือน อันตรายที่ต้องระวัง
สิ่งที่ควรระวังสำหรับโรคต้อหินคือ โรคนี้มักไม่มีอาการเตือนในระยะแรก การสูญเสียการมองเห็นจะเริ่มที่ขอบนอกของลานสายตา ซึ่งคือการมองเห็นด้านข้าง ส่วนตรงกลางภาพยังเห็นชัด หากไม่ได้รับการรักษาลานสายตาในการมองเห็นภาพจะแคบลงเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงมักจะค่อยๆ เป็นโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว ต่อเมื่อรู้สึกว่ามองเห็นผิดปกติหรือเห็นไม่ชัด ลานสายตาก็มักจะถูกทำลายไปมากแล้ว

ต้อหินเฉียบพลัน ต้องได้รับการรักษาทันที
สำหรับผู้ที่เป็นต้อหินเฉียบพลันซึ่งเป็นภาวะที่มีความดันตาสูงขึ้นมากและรวดเร็ว จัดเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หากผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะ ปวดตาอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน ตาแดง ตามัว เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ คลื่นไส้ อาเจียน ต้องรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที อย่างไรก็ดีต้อหินเฉียบพลันพบได้ไม่บ่อยนัก

การรักษาโรคต้อหิน
การรักษาโรคต้อหินมีเป้าหมายเพื่อประคับประคองไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายมากขึ้นและเพื่อให้การมองเห็นที่มีคงอยู่นานที่สุด โดยการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย สำหรับทางเลือกในการรักษาในปัจจุบันมีอยู่ 3 วิธีหลัก ได้แก่ การรักษาด้วยยา (ต้องหยอดยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง) การใช้เลเซอร์ และการผ่าตัด
ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องติดตามการรักษาเป็นระยะๆ ตามแพทย์นัด เพื่อประเมินผลการรักษา การดำเนินโรค และผลข้างเคียงจากการรักษา

ตรวจคัดกรอง ป้องกันโรคต้อหิน
เนื่องจากโรคต้อหินหากประสาทตาถูกทำลายไปแล้ว จะไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาได้ การตรวจวิเคราะห์ความเสี่ยง การวินิจฉัย และการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจึงมีความสำคัญมาก ดังนั้นผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปหรือผู้ที่มีความเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเพื่อดูว่าเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อหินหรือไม่
ผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง อายุ 18-39 ปี ควรตรวจคัดกรองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง อายุ 40-64 ปี ตรวจทุก 2-4 ปี อายุ 65 ปีขึ้นไปตรวจทุก 1-2 ปี ส่วนผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มีประวัติโรคทางตา เช่น จอประสาทตาลอก อุบัติเหตุเกี่ยวกับตา มีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคทางตา เช่น ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม ทำงานที่ใช้สายตามาก ใช้ยาที่มีผลต่อตา ใส่คอนแทคเลนส์ อายุ 18 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรองทุก 1-2 ปี หรือตามที่แพทย์แนะนำ และขยับความถี่มาเป็นปีละ 1 ครั้งเมื่ออายุ 65 ปีขึ้นไป
*(บทความเรียบเรียงโดย พญ.อรทัย สุวรรณพิมลกุล จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคต้อหิน ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์)