อัฐวุฒิ ปภังกร สโลว์ไลฟ์พันล้านในวัย 30

ด้วยวัยเพียง 30 แต่ประสบการณ์สุดล้ำ อัฐวุฒิ ปภังกร เป็นทั้งที่ปรึกษาระบบบัญชีและการเงิน มีงานสอนพร้อมทำวิจัย งานเขียนและลูกหนี้พันล้าน
ย้อนไปในวัยที่ปริ่มๆจะถึงเลข 3 “อัฐวุฒิ ปภังกร” แบกภาระหนี้จากการลงทุนด้านอสังหาฯ 1.6 พันล้านบาทด้วยเหตุปัจจัยทางการเมืองที่ไม่นิ่งในยุคสมัยนั้น เขาใช้เวลา 2 ปีครึ่งสะสางภาระหนี้จนสะอาดหมดจดโดยอาศัยประสบการณ์ความรู้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญการวางระบบบัญชี การเงินและระบบภาษี หลักคิดที่ได้รับจากสถานะลูกหนี้ในครั้งนั้นคือ หลักปฏิบัติในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยการลงทุนหลากหลายในรูปแบบหุ้น ไม่ใช่ลงทุนเองทั้งหมด 100% รวมทั้งไม่กู้ ไม่ผ่อนอะไรกับบัตรเครดิต ซื้อรถมือสองหรือซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำให้คุณมีความสุขและขายได้ในยามเดือดร้อนเช่น นาฬิกายี่ห้อยอดนิยม เครื่องประดับเพชรหรือทองที่สวมใส่ได้ ไม่ใช่ทองคำแท่ง
๐ กว่าจะมีในวันนี้ไม่ง่าย
เขาเติบโตจากครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน ลูกทั้งสามคนอยู่กับคุณพ่อ เขาเป็นเด็กรั้น ไม่เชื่อฟังใคร ชอบเถียง แต่ฉลาดเรียนเก่ง เริ่มเรียนที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลแล้วย้ายมาโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ จากที่คิดว่าตัวเองเก่งแต่ที่โรงเรียนนานาชาติต้องแข่งกับเด็กที่ประเทศอังกฤษด้วย จึงเริ่มรู้สึกตัวว่า ในโลกนี้ยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้และพัฒนาอีกมาก อย่าหยุดนิ่งอยู่กับที่ ขณะเดียวกันมองหาเส้นทางเดินให้กับชีวิตว่าจะไปทางไหน
คุณพ่อก็กระทุ้งให้รีบเรียนจบเร็วๆ โดยบอกว่า หากอยากได้เงินหรือทำธุรกิจอะไรก็ตามต้องรีบเรียนให้จบ ในเวลานั้นเขาอายุ 16 ปี สอบเทียบวุฒิ ม.6 ได้ จึงตัดสินใจไปเรียนต่อด้านบัญชีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งๆ ที่อยากเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ เพราะรู้สึกว่าจะทำให้มองเห็นภาพกว้างในเชิงนโยบายได้
ทว่าคุณพ่อกลับไม่เห็นด้วยโดยให้เหตุผลว่า เรียนจบมาก็ไม่มีงานทำแล้วท่านก็โน้มน้าวให้เรียนบัญชี ซึ่งเป็นวิชาที่ยากมากสำหรับเด็ก 16 ถึงขั้นรู้สึกว่าตนเองโง่สุดในชั้นเรียน แต่ถึงวันนี้มันจบมาแล้ว ตรี โท เอก เป็นหลักสูตรด้านบัญชีหมด
๐ ลูกไม้หล่นใต้ต้น
คุณพ่อมีบทบาทที่สุดและถือว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลในความคิดของลูกชาย ขณะเดียวกันก็เป็นไม้เบื่อไม้เมาเช่นกัน “ผมเคยบอกว่าอยากเป็นทนายความเหมือนท่าน แต่ท่านบอกว่า ไม่ดี ทนายความเป็นอาชีพต้องรอและมีแต่คนที่เดือดร้อนมาหา คุณพ่อมักจะคิดแทนผมมาตั้งแต่เด็กแล้ว โดยเฉพาะเรื่องเรียนก็ให้เหตุผลว่า บัญชีเป็นวิชาชีพที่ไม่มีวันตกงาน แต่ถ้าให้ผมเลือกเองจริงๆ คงไม่เรียน"
"ถ้าถามว่าตอนเรียนปริญญาตรีมีความสุขไหม ตอบได้เลยว่าไม่มีความสุขเลย เรียนได้ห่วยมากได้ 2.85 แต่พอเรียนปริญญาโทได้ที่สองของคณะ เกรดเฉลี่ย 3.9
เพราะตอนที่เรียนปริญญาตรีได้เรียนในคณะที่คะแนนสูงสุดของประเทศ คนที่เรียนแข่งกับผมคือคนที่เอนทรานซ์ได้คะแนน 100 เต็ม ขณะที่ผมไม่รู้เรื่องเลย แต่พอมาเรียนปริญญาโท ทุกอย่างมันง่าย ผมแค่นำมาประยุกต์ใช้เท่านั้น”
แม้จะเรียนด้วยความทุลักทุเลแต่สุดท้ายจบมาจนได้พร้อมกับเดินหน้าเรียนต่อปริญญาโท สาขาบัญชี ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ภาคค่ำ ส่วนช่วงกลางวันต้องช่วยงานในบริษัทของคุณพ่อที่ทำเกี่ยวกับก่อสร้างบ้านทั้งในกรุงเทพฯและภูเก็ต หลังจากที่ได้ลงชื่อเป็นหนี้ก้อนแรกร่วมกับคุณพ่อ 365 ล้านบาทเพื่อธุรกิจของครอบครัว นั่นคือแรงผลักดันที่ทำให้เขาเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องการลงทุนในธุรกิจ กระทั่งตัดสินใจเรียนด้านการเงินการบัญชีต่อในปริญญาเอกเพื่อดูแลเงินลงทุนในกิจการต่างๆ
๐ จุดเปลี่ยนครั้งแรกในชีวิต
หลังเรียนจบปริญญาโท อัฐวุฒิมีอาการเคว้งคว้าง เนื่องจากงานทุกอย่างในบริษัทมีผู้ดูแลอยู่แล้ว เขาแค่เดินเข้าไปชี้ๆ สั่งๆ จึงไม่รู้สึกสนุกกับงาน คุณพ่อแนะนำให้ไปเป็นอาจารย์หรือเรียนต่อปริญญาเอก
“ผมเลือกที่จะติดตามอาจารย์ 2 ท่าน ท่านแรกอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนอีกท่านอยู่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เพื่อช่วยสอน จากนั้นอาจารย์ท่านแรกแนะนำให้ไปเรียนต่อโดยใช้ทุนมหาวิทยาลัยแต่ผมตัดสินใจไม่รับทุนและไม่รับเป็นอาจารย์สอนเต็มเวลา เนื่องจากติดภารกิจต้องช่วยงานครอบครัวและยังต้องเรียนรู้งานกับคุณพ่อ จึงตัดสินใจรับเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย”
จากนั้นเรียนต่อปริญญาเอก สาขาการจัดการบัญชี ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยร่วมกับมหาวิทยาลัยชิคาโกใช้เวลาเรียน 3 ปีก็จบเมื่ออายุ 27 ปี หลังจากเรียนจบได้รับการยอมรับมากขึ้น เนื่องจากอาจารย์ที่คณะพาไปทำความรู้จักกับผู้บริหารในองค์กรธุรกิจชั้นนำต่างๆ จากนั้นไปเทคคอร์สที่บอสตัน 4 เดือนเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สอนหนังสือ ซึ่งจุดนี้ทำให้ชายหนุ่มเปลี่ยนความคิดอีกรอบจากเดิมที่เคยคิดว่า ตนเองเก่ง มีคนสนับสนุนชื่นชม ปาร์ตี้บ่อยเพราะถือว่าทำงานไปด้วยในตัว แต่พอไปอเมริกากลับมีความรู้สึกว่า อยากอยู่เงียบๆ เพื่อค้นหาความฝันและเส้นทางที่ไปให้ถึงความฝันนั้นมากกว่าที่กลับมาใช้ชีวิตแบบเดิม
“ช่วงที่อยู่อเมริกา วันๆ ก็เดินไปทำงานและทำวิจัย ตกเย็นดื่มไวน์ทุกวัน ไม่มีเพื่อนสนิท เริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป เหมือนเวลาที่เดินไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ 27 มันตอบโจทย์อยู่ข้อเดียวคือ ทำทุกอย่างให้คุณพ่อภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเรียน การทำงานให้ประสบความสำเร็จ แต่พอถึงวันหนึ่งมันเลยจุดนั้นแล้ว มองถึงสเตปต่อไปคือ จะทำอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับในหมู่มาก ผมจะแสดงความสามารถให้ทุกคนเห็นว่า อายุไม่ได้สำคัญไปกว่าความสามารถ”
ปัจจุบันอัฐวุฒิเป็นที่ปรึกษาระบบบัญชีและการเงิน มีงานสอนพร้อมกับทำงานวิจัยควบคู่กันไป รวมทั้งงานเขียนหนังสือ หลักๆ คือเป็นที่ปรึกษา โดยบริษัทหลายแห่งใช้วิธีดึงตัวเขาเข้าไปช่วยด้วยการให้เป็นหุ้นส่วน อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า ไม่มีชีวิตช่วงวัยรุ่นเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงกดดันและความทะเยอทะยานของตนเอง ที่ต้องการโตเร็วกว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกัน จึงเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ เมื่อถามว่าเหนื่อยไหมก็ยอมรับว่าเหนื่อยแต่ก็มีความสุขที่เห็นผลลัพธ์กลับมาก็ยิ้มได้เหมือนกัน
"แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมอยากจะมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนให้มากขึ้น จากที่เคยมองว่าเป็นเสียเวลาในการอ่านหนังสือ”
“ถ้าถามว่า คุ้มไหม สำหรับผมถ้าล้มเหลว คงไม่คุ้ม แต่ทุกวันนี้มันมีหลายๆ อย่างที่ถืออยู่ในมือ บางอย่างคุ้มค่า และถือว่าประสบความสำเร็จแต่บางอย่างก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ มันเป็นแค่เริ่มต้นเท่านั้น ยกตัวอย่าง งานที่ปรึกษาก็ถือว่าประสบความเร็จได้รับการยอมรับ รู้จักในวงกว้าง มาเกินครึ่งทาง แต่ในส่วนการลงทุนยังไม่ได้รับผลตอบแทนที่ชัดเจนมากนัก"
๐ สโลว์ไลฟ์สไตล์ยังก์ไฟแนนซ์เชียล
ด้วยภาระหน้าที่การงานที่สวมหมวกหลายใบ ไม่ว่าจะเป็น ที่ปรึกษาโรงงานพลาสติก สถาบันดูแลสุขภาพ นิตยสารนาฬิกา เป็นกรรมการในเครือหมู่บ้านเปี่ยมสุข มีออฟฟิศทนายความและบัญชีในเครือ งานสอนหนังสือและนักวิจัยของมหาวิทยาลัย หุ้นทำร้านอาหารกับเพื่อน ทำจิวเวลรี่กับนักแสดง ฯลฯ ตื่นเช้ามาประชุมกับคุณพ่อทุกวันที่โต๊ะอาหาร 7 โมงครึ่งจนถึง 8 โมง15 นาที ไหว้พระ สะสางงานที่ออฟฟิศ ในเครือจนถึง 10 โมงครึ่งจะไม่รับนัดใดๆ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ
หลังจากนั้นก็จะเริ่มงานที่ปรึกษาในแต่ละแห่ง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เริ่ม 11 โมง อีกทีก็บ่าย2 จนถึง 5 โมงเย็น ทำให้มีเวลาจำกัด
สโลว์ไลฟ์ในสไตล์แบบง่ายของอัฐวุฒิ คือ การมองภาพเขียนที่ชื่นชอบเพื่อคลายเครียด ส่วนหนึ่งซื้อมาสะสม หรือไปดูภาพตามแกลลอรี่ภาพต่างๆ ใช้ 15-20 นาที ภาพที่เขาชอบมากเป็นผลงานของอาจารบ์พิชัย นิรันดร์ ที่แขวนอยู่ที่ทำงานนั่นเอง
ส่วนการออกกำลังกายนั้น ถ้าเป็นสมัยก่อน 6 โมงครึ่งออกมาว่ายน้ำแต่ตอนหลังทำไม่ได้ เพราะกว่าจะได้นอนตี 1 จึงหันมาปั่นจักรยานแถวลานพระบรมรูปทรงม้า กับถนนอักษะ ปีหนึ่งจะปั่นได้ 5 เดือนเริ่มตั้งแต่พฤศจิกายนไปจนถึงพฤษภาคมแทบทุกวันช่วง 3-4 ทุ่มครึ่ง เป็นเวลาที่อากาศดี
แต่ในปีที่ผ่านเกิดอุบัติเหตุล้มทำให้เส้นเอ็นเข่าอักเสบต้องทำกายภาพบำบัด จึงหยุดปั่นไปพักใหญ่ แล้วเปลี่ยนมาออกกำลังกายเบาๆ ยืดเส้นยืดสาย ก่อนนอน 20 นาที ขณะที่การออกกำลังกายนอกบ้านถือเป็นการคลายเครียดอย่างหนึ่ง เพราะได้เปลี่ยนบรรยากาศ
กีฬาที่ชอบแต่ไม่ได้เล่นก็คือ กอล์ฟ เทนนิส เนื่องจากไม่มีเวลามากพอจึงไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปเล่นบนพื้นหญ้าสีเขียว ทำให้รู้สึกมีความสุข สบายใจมาก ส่วนเรื่องอาหารการกิน เขาให้ความสำคัญไม่แพ้กันโดยรับประทานข้าวเพียงเล็กน้อย งดอาหารมัน ขนมหวาน น้ำหวาน น้ำอัดลมและเครื่องดื่มมึนเมา ยกเว้นดื่มไวน์บ้างเมื่อต้องออกงานสังคม
อัฐวุฒิสะท้อนตัวเองว่า เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูง ปัจจุบันดูแลบริษัทในเครือเกิน 7 แห่งไม่ซ้ำกัน เช่น โรงไฟฟ้า เยลลี่ นาฬิกา จิวเวลรี่ บัญชี หมู่บ้าน ที่ปรึกษา เหตุผลส่วนที่ต้องจับหลายธุรกิจก็เพื่อลดความเสี่ยง เพราะเรียนรู้จากประสบการณ์ในช่วงที่เป็นหนี้ถึง 1,600 ล้านบาท
งานทุกอย่างมีปัญหาอุปสรรค จึงต้องรู้จักที่จะรับมือด้วยยา 2 ตำรับคือ ยาทำใจกับยาทำเอง หากจะประสบความสำเร็จในการเรียนบัญชีต้องรู้จักคิดนอกกรอบ อย่าเรียนรู้แต่ในตำรา เพราะทำให้คุณเป็นได้แค่คนลงบัญชีเท่านั้น หลักคิดส่งท้ายการสนทนากับนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ที่มีเส้นทางเดินอีกยาวไกล







