แพทย์จุฬาฯระบุระยะฟื้นตัวของอวัยวะ หลังป่วยไข้เลือดออกรุนแรงจนอวัยวะล้มเหล้ว อาจ 2-3 วัน เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน
อาคารจามจุรี4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการแถลงข่าว เรื่อง“ไข้เลือดออก....น่ากลัวหรือไม่?” โดย รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า โรคไข้เลือดออกเป็นโรคในเด็กโต วัยรุ่น ผู้ใหญ่ที่อายุยังน้อยที่มีสุขภาพแข็งแรง อากาสำคัญ คือ ไข้สูงลอย หมายความวว่ามีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส กินยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลง ปวดเมื่อยตามตัว ชวงแรกอาจจะแยกยากจากโรคไข้หวัดใหญ่ จนเมื่อเข้าสู่วันที่ 3-4 จึงจะเป็นอาการชัด ส่วนใหญ่เป็นอาการทางระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง แะเลือดออกบริเวณผิวหนัง แต่โอกาสที่ประชาชนจะเป็นเองยากมาแพทย์ต้องทำการรัดแขน หากมีอาเจียนเป็นเลือกดแสดงว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหาร การรักษาจะยากขึ้น ส่วนใหญ่ไข้เลือดออกไม่รุนแรง เมื่อไข้ลดลงอาการจะดีขึ้น เว้นแต่ผู้ป่วยที่เมื่อไข้ลดลงแล้วแต่อาการแย่ลง เช่น ปวดท้องมากขึ้น อาเจียน ตัวเย็น ต้องรีบพบแพทย์ แต่เป็นส่วนน้อย
รศ.นพ.ชิษณุ กล่าวอีกว่า ไข้เลือดออกช่วงอันตราย คือ 1.มีการรั่วของพลาสมาออกจากหลอดเลือดแต่เม็ดเลือดแดงไม่ออกด้วย ทำให้เลือดข้นขึ้น ถ้ารูไม่ใหญ่แพย์จะรักษาได้ จะป็นแค่ชั่วคราว 2-3 วัน แต่ถ้ารั่วมากจะเกิดภาวะช็อค 2.เลือดออกในกระเพาะเพราะเกล้ดเลือดต่ำทำให้มเลือดออก แต่จะเป็นชั่วคราว และ 3.อวัยวะบางอย่างล้มเหลว เช่น ปอด ตับ ไต
“โอกาสเกิดความรุนแรงพบน้อย แต่บางคนมีอาการรุนแรงมาก จนนอวัยวะล้มเหลวแพทย์จะทำการรักษาทโดยหวังว่าอวัยวะจะกลับมาทำงานได้ตามปกติ อาการก็จะดีขึ้น จนหาย ส่วนระยะเวลาที่อวัยวะจะทำงานปกติอาจ 2-3 วัน เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือนขึ้นอยู่กับร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคน ต้องอาศัยความแข็งแรงของร่างกายผู้ป่วย”รศ.นพ.ชิษณุกล่าว
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในปี 2558 เชื่อว่าจำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกในไทยจะใกล้เคียงกับปี 2556ที่มีการระบาดมาก ดังนั้น ไม่ถือว่าปีนี้มีการระบาดที่ผิดปกติ เนื่องจากไข้เลือดออกจะมีการระบาดปีเว้นปี หรือปีเว้น 2 ปี ส่วนอัตราป่วยแล้วเสียชีวิตไม่แตกต่างจากเดิมอยู่ที่ 1 ต่อ1,000 ประชากร จากการศึกษาของศูนย์ฯพบว่าสายพันธุ์ที่พบบ่อยในปี 2558 มีทั้ง1-4 แต่ที่พบบ่อยที่สุด คือสายพันธุ์ที่ 4
ศ.นพ.ยง กล่าวอีกว่า ความรุนแรงของโรคบางคนรุนแรง บางคนไม่รุนแรง อาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมอันนึงที่ทำให้แต่ละคนตอบสนองต่อการติดเชื้อไข้เลือดออกไม่เหมือนกัน ซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นพันธุกรรมไหนจำเป็นต้องเร่งศึกษา นอกจากนี้ ความรุนแรงเกี่ยวกับการดูแลระยะแรก ช่วงไข้ การขาดน้ำ การกินยาลดไข้พวกแอสไพริน หรือยาที่ลงท้ายด้วยเฟ็น(-Fen)หรทอที่เรียกว่ายาลดไข้สูง ซึ่งห้ามกินเด็ดขาดในผู้ป่วยไข้เลือดออก เพราะจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น เลือดออกได้มากขึ้น เสียเลือดมาก
“ผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้วสามารถเป็นไได้อีกเพราะไข้เลือดออกมา 4 สายพันธุ์ โดยการเป็นครั้งที่ 2 อาการจะรุนแรงกว่า ซึ่งภาวะช็อคมักจะเกิดขึ้นในการป่วยครั้งที่ 2 เพราะตราบาปการติดเชื้อครั้งแรก ทำให้มีปฏิกริยาภูมิต้านทานรุนแรงเร็ว เมื่อเกิดการรบกันระหว่างภูมิต้านทานต่อไปวรัสในบ้านเจ้าถิ่น ทำให้บ้านพังเสียหาย”ศ.นพ.ยงกล่าว
ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล ผช.อธิการบดีและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันและโรคติดเชื้อ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม กล่าวว่า ยุงลายที่มีเชื้อไข้เลือดออกเมื่อไข่ออกมาไข่และลูกน้ำก็จะมีเชื้อด้วย หากอุณหภูมิของอากาศมากขึ้นเวลาที่ไข่ยุงจะกลายไปเป็นยุงลายจะสั้นมากทำให้ปริมาณการแพร่เชื้อกได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะถ้าฝนตกสลับกับอากาศร้อนจะมียุงลายมากมีโอกาสโรคไข้เลือดออกระบาดมาก โดยยุงลายจะหากินเวลากลางวันและอยู่บริเวณในบ้าน ชบอยู่ตามสิ่งห้อยแขวน น้ำนิ่งใส บินไกลได้ 100-200 เมตร ไม่ชอบแสงและลมแรง โดยชอบกัดเด็ก เพราะผิวนุ่ม ผู้หญิงเพราะมีฮอร์โมงดึงดูดบางอย่าง คนหายใจแรงเพราะมีคาร์บอนไดออกไซด์รอบตัวมาก คนที่เหงื่ออกมากและคนที่สวมใส่เสื้อผ้าสีเข้ม ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นยุ่งจะชอบ การป้องกันจึงต้องทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย









