พบคนวัยทำงาน16% มียีนเสี่ยงติดเชื้อวัณโรค สูงขึ้น 1.8 เท่า แม้ร่างกายแข็งแรง-มีภูมิต้านทาน
นพ.สุรัคเมธ มหาศิริมงคล หัวหน้าศูนย์พันธุศาสตร์การแพทย์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่า คนส่วนใหญ่เมื่อได้รับเชื้อวัณโรค ประมาณร้อยละ90จะสามารถควบคุมการติดเชื้อหรือการแสดงอาการของโรคได้ มีเพียงร้อยละ10เท่านั้นที่จะแสดงอาการ ในจำนวนนี้ร้อยละ5เกิดจากการมียีนที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรค แม้จะมีภูมิต้านทานที่แข็งแรง ทั้งนี้ จากการวิจัยค้นหายีนที่เป็นความเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรค โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มวัยทำงาน คือคนที่มีอายุน้อยกว่า45ปี และผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุมากกว่า45ปีขึ้นไป พบว่า กลุ่มคนวัยทำงานประมาณ16%จะมียีนที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรค โดยมีความเสี่ยงในการติดเชื้อวัณโรคสูงขึ้น1.8เท่า ทำให้แม้จะมีร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานสูง แต่ก็ติดเชื้อและแสดงอาการวัณโรคได้ ทั้งที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน ส่วนในผู้สูงอายุไม่พบยีนที่มีความเสี่ยงดังกล่าว
นพ.สุรัคเมธ กล่าวอีกว่า ผู้สูงอายุที่ป่วยวัณโรค เพราะร่างกายอ่อนแอลง ภูมิต้านทานน้อยลง ประกอบกับป่วยหลายโรค เช่น เบาหวาน ต้องมีการรับประทานยา ทำให้เชื้อวัณโรคแฝงในร่างกายแสดงอาการออกมา สำหรับการติดเชื้อวัณโรคนั้นมีหลายสาเหตุ แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนติดเชื้อวัณโรคคือ การมีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยเบาหวาน เป็นต้น โดยปกติเมื่อคนเราติดเชื้อวัณโรคจะพบว่า มียีนประมาณ7-8ตัวในเลือดที่จะมีความผิดปกติไปจากเดิม รวมไปถึงยีนที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคดังกล่าวด้วย กรมฯ จึงได้พัฒนาวิธีการตรวจวินิจฉัยวัณโรควิธีใหม่ด้วยวิธีการตรวจเลือด
“การตรวจวินิจฉัยวัณโรคนั้น ตามปกติจะใช้วิธีการเพาะเชื้อทางห้องปฏิบัติการ โดยใช้เสมหะของคนไข้ ส่วนวิธีการใหม่ที่เป็นการเจาะเลือดนั้น จะนำเลือดมาตรวจระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อวัณโรคว่ามีการตอบสนองอย่างไร โดยหากพบว่ายีน7-8ตัวดังกล่าวนั้นมีการทำงานที่ไม่เหมือนคนปกติ ก็น่าจะวินิจฉัยได้ว่าติดเชื้อวัณโรคอยู่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นชุดทดสอบ”นพ.สุรัคเมธ กล่าว






