หนูดี วนิษา เล่าเรื่อง เซลล์กระจก หรือ Mirror neurons กลุ่มเซลล์มหัศจรรย์ในสมองที่ทำให้คุณมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งรอบข้าง และวิธีจัดการอารมณ์นี้
คนมักบอกว่า You are what you eat ซึ่งจริงแท้แน่นอนเพราะเราทานอะไรร่างกายก็จะกลายเป็นแบบนั้น ทานอาหารสุขภาพร่างกายก็สุขภาพดี ทานอาหารขยะร่างกายเราก็กลายเป็นแหล่งทิ้งขยะและเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้หนูดีกลับพบว่า อีกสิ่งที่จริงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ You are what you focus on เราให้ความสนใจและพลังงานกับสิ่งใด ก็จะกลายเป็นสิ่งนั้นไปในที่สุด
ในวันหนึ่งๆ เราคิดเรื่องอะไร เพ่งเล็งเรื่องอะไร พูดคุยเรื่องอะไร สนใจเรื่องอะไร สมองของเราก็จะปรับไปตามนั้น และในที่สุดโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้เราก็จะกลายเป็นคนแบบนั้นไปในที่สุด เพราะสมองเรียนรู้จากการเลียนแบบ เมื่อรู้แบบนี้แล้วมันจึงสำคัญมากเลยที่เราจะเลือกสภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตรวมถึงเลือกคนในชีวิตของเราอย่างให้ความใส่ใจ
อย่าคิดว่าสิ่งแวดล้อมไม่มีผลกระทบกับเราเพราะสิ่งแวดล้อมและคำพูด ทัศนคติรวมถึงความคิดของคนที่แวดล้อมเรานั้น มีผลกระทบกับเราไม่มากก็น้อย
ถ้าเราเก่งและมั่นคง ความเป็นลบของคนรอบตัวอาจมีผลน้อยหน่อยแต่ถ้าเราเป็นคนหวั่นไหว อ่อนแอลึกๆ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ใจเราจะเจ็บปวดไปกับคำพูดและการกระทำของคนใกล้ๆ ตัวเรา ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นหัวหน้า เพื่อนร่วมงานหรือเป็นคู่สมรสของเราก็ตามที
สมองของคนเรามีเซลล์สมองกลุ่มที่น่าสนใจมากและมีเสน่ห์สุดๆ นั่นก็คือ “เซลล์กระจก” หรือ Mirror neurons ซึ่งน่ามหัศจรรย์มากๆ หลายคนถึงขั้นเคลมว่า ที่มนุษยชาติ “รักเป็น” ก็ต้องยกความดีความชอบให้เจ้าเซลล์กระจกตัวนี้นั่นเอง จริงหรือไม่ มาดูกันค่ะ
เซลล์กระจกนั้นทำหน้าที่ “ก๊อบปี้” สิ่งที่เห็นตรงหน้าและสั่งการให้สมองของเรา “กลายเป็น” สิ่งนั้น (อธิบายวิทยาศาสตร์ลงมาให้เป็นคำพูดง่ายๆ แบบหนูดีนะคะ) เช่น เรามองไปเห็นเพื่อนถูกมีดบาด เลือดพุ่ง ทันใดนั้นเรารู้สึกเสียววาบที่ช่องท้องและเจ็บมือไปด้วย บางคนถึงขั้นต้องกุมมือของตัวเองด้านเดียวกับมือเพื่อนที่ถูกบาดต่อหน้าต่อตา หรือเวลาดูละครแล้วร้องไห้ร่วมไปกับตัวละครด้วย หรือดูการให้เหรียญทองโอลิมปิกแล้วนักกีฬาร้องไห้ เราก็ร้องไห้ด้วย การดูหนังผีแล้วกลัว หรือการไปดูเชียร์กีฬาแล้วเราตะโกนแห่เชียร์ไปกับทุกคนด้วยเสียงที่ดังมาก
การมีอารมณ์ร่วมเช่นนี้เราจะทำได้ก็ต่อเมื่อ “เรากลายเป็นเขา” เท่านั้นเองค่ะ อย่าคิดว่าที่เราร้องไห้ร่วมไปกับเพื่อนเมื่อเพื่อนมาปรึกษาปัญหาชีวิตรักนั้น เรากำลังแค่สงสารเพื่อน แต่จริงๆ แล้วในสมองกำลังก๊อบปี้ความทุกข์ของเพื่อนและดัดแปลงสภาวะสมองให้เรา “กลายเป็นคนๆ นั้น” ในสมองนั้นเอง
ถ้าไม่มีเซลล์กระจก คงยากที่เราจะเชื่อมต่อกับใครในลักษณะลึกซึ้งเช่นนี้ได้ ถ้าพูดกันในเชิงการทำงานของเซลล์สมองแล้ว เมื่อใดก็ตามที่เรามีความรู้สึกร่วมไปกับใคร นั่นก็คือเรากำลังเชื่อมต่อกับเขาในระดับเซลล์นั่นเองค่ะ
ดังนั้น จึงต้องคอยระวังตัวเองว่า ตอนนี้เรากำลัง “เชื่อมต่อ” กับใครและข้อมูลแบบไหนอยู่
โปรดสังเกตการระบาดทางอารมณ์ของโลกออนไลน์ หากใครกระหน่ำด่าทอนำไปแล้ว คนอื่นๆ ที่ตามเข้ามามักกระหน่ำในสไตล์คล้ายๆ กันแทบไม่ผิดเพี้ยน
ถ้าเราอยากเป็นคนที่จิตใจแข็งแรง สุขภาพโดยรวมดีและมีความสุข ต้องคอยระวังเองว่าเรากำลังโฟกัสพลังงานสมองรวมถึงหาจุดรวมโฟกัสให้เซลล์กระจกที่จุดไหน
หนูดีเองพบว่า บางครั้งชีวิตปกติประจำวันของเรานั้นดีมากมาย แต่ตัวเราเองไปเลือกโฟกัสผิดที่ ไปโฟกัสที่คำพูดแย่ๆ ของคนบางคน หรือที่การกระทำอะไรสักอย่างเรารับไม่ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ต่อหน้าหรือว่าเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นมานานแล้วในอดีตที่เราเอาออกไปจากหัวไม่ได้สักที หรือโชคร้ายหลุดไปโฟกัสกับความกลัวในเรื่องที่ “อาจจะ” เกิดขึ้นได้ในอนาคต จนความสุขในปัจจุบันร่อยหรอหายไปจนแทบหมด
เมื่อเราโฟกัสสิ่งใด ตัวเราจะกลายเป็นสิ่งนั้นค่ะ โดยเฉพาะเวลาที่ไม่ระวังตัว อยู่คนเดียว และเราก็เริ่มคิดโฟกัสถึงสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ไม่มีความสุข ทันทีที่เราโฟกัสสิ่งที่ทำให้ไร้สุข เราก็จะกลายเป็นคนไร้สุขไปในทันที
วิธีแก้ที่เราต้องฝึกทำสม่ำเสมอก็คือการ “ย้ายโฟกัส” ให้ทันท่วงที เพราะทันทีที่รู้สึกว่าสภาพจิตใจเริ่มย่ำแย่ด้วยการคิดซ้ำๆ ในเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ (หากเป็นเรื่องที่แย่และแก้ไขได้ควรรีบทำ) ก็ให้รีบย้ายโฟกัสแต่โดยเร็ว อย่าปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไป
สิ่งนี้ต้องฝึกฝนเป็นประจำ เพราะสำหรับตัวหนูดีเองพบว่า การย้ายโฟกัสไปคิดเรื่องที่มีความสุข หรือคิดงานใหม่ๆ หรือไปออกกำลัง ไปทานอาหารสุขภาพ ไปรดน้ำผัก ดูรายการโปรด อ่านหนังสือเล่มโปรด เทคนิคเหล่านี้ล้วนเป็นการ “ย้ายโฟกัส” ที่มีสัมฤทธิผลสูงมาก
ทุกวันนี้ฝึกจนชินและใช้สม่ำเสมอ เพราะเราคงไม่สามารถปรับโลกทั้งใบให้เป็นดั่งใจ แต่เราสามารถปรับโฟกัสได้เสมอว่า ตอนนี้อยากมีอารมณ์แบบไหน อยากเป็นคนแบบไหน แล้วเราก็ไปเลือกโฟกัสในสิ่งที่ตอบโจทย์ในตอนนั้นจะดีที่สุดค่ะ
*บทความนี้เผยแพร่ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจกายใจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2558






