วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.สธ.สนช.ถก'เมอร์ส'อธิบดีกรมควบคุมโรค ยันคุมได้

กมธ.สธ.สนช.ถกโรคเมอร์สอธิบดีกรมควบคุมโรค ยันควบคุมได้ เร่งตามอีก 6 คนใกล้ชิดผู้ป่วยชาวโอมาน

รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สาธารณสุข สภานิติบัญญัติ(สนช.) ที่มีนพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ประธานกมธ..เป็นประธานโดยที่ประชุมได้มีการพิจารณากรณีการระบาดของโรคเมอร์ส หลังจากที่ไทยตรวจพบผู้ติดเชื้อ1ราย โดยเชิญน.พ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อ น.พ.ธนรักษ์ผลิพัฒน์ ผอ.สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข พ.ญ.จริยา แสงสัจจา ผอ.สถาบันบำราศนราดูร และพ.ญ.วรยา เหลืองอ่อน ผอ.สำนักโรคติดต่ออุบัติภัย เข้าให้ข้อมูล โดยสมาชิกในที่ประชุมได้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรการในการป้องกันโรค รวมถึงการควบคุมว่าจะมีมาตรการหรือกฎหมายในการควบคุมผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงเดือนส.ค.-เดือนก.ย.ซึ่งจะมีผู้เดินทางไปแสวงบุญกว่า10,000ราย และจะทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างไรเพื่อไม่ให้ตื่นตระหนกในเรื่องนี้

น.พ.โสภณ ชี้แจงถึงภาพรวมการแพร่ระบาดโรคเมอร์ส ว่าขณะนี้ว่าอาการโดยรวมของผู้ป่วยชาวโอมานดีขึ้น ผู้ป่วยสามารถหายใจเอง และสามารถรับประทานอาหารได้ ทั้งนี้ในส่วนของมาตาการในการดูแลในเรื่องนี้นั้นกระทรวงสาธารณะสุขได้มีการ ประกาศให้โรคเมอร์สเป็นโรคติดต่ออันตรายไปแล้วตั้งแต่วันที่17มิ.ย.ที่ผ่านมารวมทั้งมีมาตรการเฝ้าระวัง คัดกรอง โดยได้มีการตรวจผู้ผ่านด่านจำนวน 67 ด่านตรวจ หากพบว่า มีไข้ก็มีการกักตัวไว้ในโรงพยาบาลอีก 14วันเพื่อตรวจดูอาการโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับไปยังกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการต่างประเทศให้ช่วยกันดูในเรื่องนี้

น.พ.โสภณ กล่าวว่าขณะที่ผู้ที่จะไปแสวงบุญนั้นจะต้องมีการลงทะเบียน โดยจะมีการให้ความรู้พร้อมส่งทีมแพทย์ร่วมเดินทางไปด้วย และเมื่อเดินทางกลับมาจะต้องมีการตรวจสอบผู้ที่เดินทางอีกเป็นเวลา30วันแต่สิ่งที่เราเป็นคือเทศกาลอุมเราะห์ซึ่งเป็นเทศกาลที่สามารถเดินทางไปได้ตลอดทั้งปีต่างจากพิธีฮัจน์ที่มีช่วงเวลาในการเดินทาง นอกจากการที่เราเป็นเมดิเคิลฮับทำให้ยังมีคนไข้ต่างชาติเดินทางเข้ามารักษา ในโรงพยาบาลซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบคนไข้ที่เข้ารับการรักษาที่เข้มข้น

"เรามีมาตรการซึ่งเปรียบเสมือนเป็นตะแกรง3ด่าน ด่านที่1.เริ่มต้นที่สนามบินที่จะต้องมีการตรวจผู้ที่เข้าออกอย่างเข้มงวด ด่านที่2โรงพยาบาล และ ด่านที่3คือชุมชนที่จะต้องให้ความร่วมมือต้องยอมรับว่าตะแกรงที่เราใช้ในการคัดกรองนั้นเป็นตระแกรงที่ห่างคงไม่ สามารถตรวจจับได้ทั้งหมด เพราะในการตรวจผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศ เราก็แค่ตรวจวัดไข้เท่านั้น อย่างเช่นผู้ป่วยที่พบเชื้อนั้นในขั้นแรกก็เดินทางไปรักษาอาการเหนื่อยหอบ ยังไม่พบไข้ แต่มาปรากฏอาการในภายหลัง"น.พ.โสภณ กล่าว

น.พ.โสภณ กล่าวว่าขณะนี้กรมควบคุมโรคติดต่อกำลังติดตามผู้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นชาวโอมานจำนวน6คนโดย5คนเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แท็กซี่อีก1คนซึ่งขณะนี้ยังติดตามไม่ได้ก็ประสานให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามทำตัวมาตรวจสอบตามขั้นตอนต่อไป

ด้านนพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่ปรึกษากมธ.กล่าวว่า โรคเมอร์สมีการตรวจพบมาตั้งแต่ปี2555ที่ประเทศแถบตะวันออกกลางโดยพบเชื้อในอูฐโหนกเดียวผ่านมา3ปีพบผู้ป่วย1,000 คนซึ่งโรคนี้จะไม่สามารถปราบได้ เนื่องจากไม่สามารถฆ่าอูฐซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ได้หมดทั้งโลก ไม่เหมือนกรณีไข้หวัดนกที่พบเชื้อในไก่ที่สามารถฆ่าไก่ได้อย่างไรก็ตามโรคเมอร์ส ไม่ได้ติดกันง่ายๆ ติดเชื้อยากกว่าโรคซาร์ถึง5เท่า จากสถิติพบว่า ผู้ที่ติดโรคเมอร์สที่มีอายุต่ำกว่า40ปีจะไม่มีผู้เสียชีวิตผู้มีอายุ40-50ปีมีอัตราการตายเพียง3 %อายุ50-60ปีมีอัตราการตาย11%แต่ที่อัตราการตายสูงที่สุดคือผู้ที่มีอายุตั้งแต่60ปีขึ้นไปโดยมีอัตราการตายสูงถึง50%ดังนั้นโรคนี้จึงไม่น่ากลัวเหมือนโรคติดต่อชนิดอื่นๆแต่ก็ไม่มีวัคซีนที่จะรักษาได้ โดยจะรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น แต่จะสามารถควบคุม ระมัดระวังไม่ให้โรคดังกล่าวเกิดการระบาดได้หากมีมาตรการที่ดีและโปร่งใส

ด้านน.พ.เจตน์ กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า โรคเมอร์สไม่ใช่โรคติดต่อที่น่ากลัวเหมือนโรคซาร์และอีโบล่า จึงไม่น่าวิตกกังวล อีกทั้งกรมควบคุมโรคก็มีมาตรการดูแลเฝ้าระวังป้องกันอย่างดีมีมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก(WHO)ให้ การยอมรับ และจนถึงขณะนี้ยังไม่ผู้ติดเชื้อมากขึ้น อย่างไรก็ตามก็ยังคงต้องมีมาตรการในการป้องกันอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มาจากตะวันออกกลางและเกาหลีใต้ อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆให้ประชาชน ได้รับทราบเพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว