แฉรพ.เอกชนไม่รับรักษาผู้ป่วยจากเขตเมอร์สระบาด แค่ช่วยเรียกแท็กซี่ให้ไปสถาบันบำราศฯ สธ.วอนอย่าปฏิเสธ เจอผู้ป่วยสงสัยให้บอก พร้อมส่งรถไปรับ
ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แถลงภายหลังการประชุมศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลางหรือโรคเมอร์ส(วอร์รูม)ว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังมีผู้ป่วยยืนยันโรคเมอร์สเพียง 1 ราย รักษาตัวอยู่ที่ห้องแยกโรค สถาบันบำราศนราดูร อาการดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นการส่งสัญญาณในทางบวก ส่วนผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยเหลือ 163 รายจาก 176 รายเนื่องจากมีการเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว 13 คน ยังคงมีการติดตามเข้มข้นโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูงต้องมีการดูแล เฝ้าสังเกตอาการใกล้ชิด เช่น ญาติของผู้ป่วยรายแรกทั้ง 3 คน ไม่มีอาการป่วย ผู้โดยสารสายการบินเดียวกับผู้ป่วยรายแรกแถว2หน้า-หลัง ทีมรักษาพยาบาลที่รพ.เอกชน และคนขับแท็กซี่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีอาการป่วย และใน รอบ 24 ชั่วโมงมีผู้ต้องสงสัยส่งเชื้อตรวจทางห้องปฏิบัติ จำนวน 9 ราย ผลทั้งหมดเป็นลบ
นพ.วชิระ กล่าวอีกว่า มาตรการเตรียมการเฝ้าระวังโรคเมอร์สในอนาคตได้มีการหารือเกี่ยวกับพื้นที่รองรับตัวบุคคลไว้สังเกตอาการ ซึ่งมีการประเมินว่าหากพบผู้ป่วยเมอร์ส 1 รายจะมีผู้สัมผัสที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงประมาณ 50 ราย หากเป็นจำนวนนี้สถานพยาบาลสังกัดสธ.ในพื้นที่กทม.และปริมณฑลมีเพียงพอ แต่ในกรณีที่พบผู้ป่วยจำนวนมากและจำเป็นต้องกักตัวผู้สัมผัสไว้สังเกตอาการจำนวนมากได้ประสานกองทัพในการจัดหาพื้นที่รองรับผู้ต้องสังเกตอาการเพื่อเตรียมพร้อม
“จากการประเมินสถานการณ์ทั่วไปเกี่ยวกับโรคเมอร์สอยู่ในจุดคุมโรคได้และความเสี่ยงลดลงซึ่งก่อนหน้านี้ประเมินว่าเมื่อเทียบกับประเทศเกาหลีใต้นั้น ประเทศไทยมีความเสี่ยงไม่ต่ำและไม่สูง แต่ไม่มีการประมาทหรือผ่อนปรนมาตรการเฝ้าระวังลงยังต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากการที่ผู้ป่วยเมอร์สรายแรกในไทยอาการดีขึ้น อาจมีส่งผลให้ผู้ป่วยต่างชาติมีความเชื่อมั่นและเดินทางเข้ามารักษาโรคอื่นๆในประเทศมากขึ้นในอนาคต จากที่ปัจจุบันมีประมาณ 1-4 ล้านครั้งต่อปี จึงจำเป็นต้องมีการหารือร่วมกันเพื่อวางแผนรองรับเพื่อลดความเสี่ยงในการนำโรคเข้ามาในประเทศโดยเฉพาะโรคติดต่ออันตราย”นพ.วชิระกล่าว
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า การที่ประเมินว่าสถานการณ์ของโรคเมอร์สอยู่ในจุดที่ควบคุมโรคได้ เนื่องจากผู้ป่วยรายแรกผ่านช่วงเวลา 7 วันนับตั้งแต่วันที่เดินทางเข้าไทยเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2558 แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจะเกิดอาการมากที่สุด รวมถึง จากการที่ติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดและผู้ต้องสงสัยผลการตรวจเชื้อทางห้องปฏิบัติการณ์ผลก็เป็นลบทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าโอกาสที่จะไม่มีผู้ป่วยโรคเมอร์สเพิ่มขึ้นจะเป็นศูนย์
“การจะประเมินว่าควรจะส่งตัวอย่างเชื้อของผู้ป่วยรายแรกส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอีกครั้งควรเป็นเมื่อไหร่เป็นการวินิจฉัยของแพทย์ผู้ทำการรักษา ซึ่งตามมาตรฐานจะถือว่าผู้ป่วยปลดเชื้อเมื่อมีการส่งเชื้อตรวจและผลปรากฏเป็นลบอย่างน้อย 2 ครั้ง กรณีญาติของผู้ป่วยเมอร์สรายแรกในไทยที่รับไว้สังเกตอาการ 14 วัน นับตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. 2558 จะครบกำหนดในวันที่ 2 ก.ค. 2558 จากนั้นแพทย์จะประเมินอีกครั้งว่าจะอนุญาตให้ออกจากสถานพยาบาลได้หรือไม่”นพ.โอภาสกล่าว
นพ.ศุภมิตร ชุณห์สุทธิวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สธ.ได้มีการหารือกับรพ.เอกชนต่างๆ ว่าต่อไปจะให้รพ.เอกชนประสานกับเอเจนซี่ที่จะมีการนำผู้ป่วยมารักษาโรคต่างๆในประเทศไทยโดยเฉพาะประเทศที่มีการระบาดของโรคเมอร์สอย่างประเทศทางตะวันออกกลาง ให้ทำการตรวจหาโรคเมอร์สก่อนเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งกรณีนี้ทางโรงพยาบาลเอกชนก็เห็นด้วยกับ ส่วนกรณีผู้ป่วยที่เดินทางมารักษาด้วยตัวเองโดยไม่ผ่านเอเจนซี่ ก็จะให้โรงพยาบาลเอกชนดูประวัติของผู้เข้ามาหากมาจากประเทศตะวันออกกลางให้ส่งสารคัดหลั่งตรวจหาเชื้อทุกรายเพื่อเป็นการควบคุมการแพร่เชื้อ
ก่อนหน้านั้น ที่โรงแรมริชมอนด์ น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) กล่าวในการประชุมร่วมกับโรงพยาบาลเอกชน และคลินิกกว่า 100 แห่ง ว่า อยากให้ทุกโรงพยาบาลดำเนินแนวทางการควบคุมโรคเมอร์ส ตามที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)กำหนด เช่น การซักประวัติการเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ โดยเฉพาะผู้มีอาการไอ ไข้ มีน้ำมูก ต้องเช็คอย่างละเอียดการติดป้ายที่มีข้อความประชาสัมพันธ์ว่า กลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงขอให้แจ้งให้แพทย์ทราบ โดยจะติดป้ายหน้าประตูโรงพยาบาลทุกทางเข้าออกอย่างชัดเจน และให้จัดทำหน่วยคัดกรองแบบวันสต๊อบ เซอร์วิส เพื่อให้แยกกลุ่มเสี่ยงออกจากผู้ป่วยทั่วไป และให้สื่อสารเกี่ยวกับการติดต่อของโรคเมอร์ส เพื่อให้ประชาชนรับทราบ
“เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน 2 แห่ง เมื่อทราบว่าผู้ป่วยที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง และได้เดินทางมารักษาที่รพ.เอกชนแห่งนั้น กลับปฏิเสธไม่ให้ผู้ป่วยเข้ารับรักษา แต่เรียกแท็กซี่ให้มาที่สถาบันบำราศนราดูรแทน ซึ่งลักษณะนี้ทำไม่ได้ ถือว่าผิดหลักมาตรฐานของสถานพยาบาลในเรื่องการส่งต่อ และปฏิเสธผู้ป่วย โดยมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 20,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผิดต่อพ.ร.บ.ควบคุมโรค .... โดยมีความผิดจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเร็วๆนี้จะมีการสุ่มตรวจสถานพยาบาลเอกชน และคลินิกเพื่อจะป้องกันไม่ให้เกิดเคสนี้ซ้ำอีก เบื้องต้นได้ว่ากล่าวตักเตือนเจ้าหน้าที่ดังกล่าวไปแล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง หากมีไข้ ไอ แต่อาจไม่ได้ป่วยโรคเมอร์ส ดังนั้น หากสงสัยให้ประสานมายังสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการควบคุมโรค เพื่อเข้าสู่ระบบด้วย”น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าว









