กระทรวงสาธารณสุข ประกาศ "โรคเมอร์ส" เป็นโรคติดต่ออันตราย นับเป็นโรคที่7 หลังจากอีโบลา เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเข้ารักษา-กักตัว
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รักษาการปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลางหรือโรคเมอร์สว่า คณะผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคเมอร์สได้มีการหารือและมีมติเห็นว่าจะต้องประกาศให้โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลางหรือโรคเมอร์สเป็นโรคติดต่ออันตรายตามพรบ.โรคติดต่อ พ.ส.2523 โดยจะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.)ลงนามในประกาศภายใน 1-2 วันก่อนมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้การดำเนินการต่างๆมีความชัดเจนตามกฎหมายและเจ้าหน้าที่มีความมั่นใจในการปฏิบัติงานว่ามีกฎหมายรองรับ โดยเป็นโรคที่หากพบผู้ป่วยจะต้องมีการรายงานและแจ้งความกับเจ้าหน้าที่
ก่อนหน้านั้น ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาและที่ปรึกษากรมควบคุมโรค กล่าวระหว่างการประชุมผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลางหรือโรคเมอร์สว่า การประกาศให้โรคเมอร์สเป็นโรคติดต่อร้ายแรงจะส่งผลให้การดำเนินการติดตามผู้ที่เข้าข่ายต้องระวังเป็นเวลา 14 วันหรือจำเป็นต้องกักตัวทำได้โดยไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ หากไม่มีการประกาศดังกล่าว การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ก็จะไม่สะดวกเพราะอาจจะเข้าข่ายการละเมิดสิทธิ์ ซึ่งช่วงนี้มีการระบาดในประเทศเกาหลีใต้ที่มีการแพร่ระบาดกว้างขวาง จะส่งผลให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงมากหรือน้อยยังบอกไม่ได้เพราะมีการเดินทางเข้าออกประเทศเป็นประจำ โดยในวันที่ 12 มิถุนายน 2558 จะมีคนเกาหลีใต้เดินทางเข้ามาร่วมประชุมในประเทศไทยประมาณ 4,000 คน แต่มีความเสี่ยงไม่มาก เนื่องจากการระบาดในเกาหลีใต้ยังอยู่ในโรงพยาบาลไม่มีกระจายสู่ชุมชน
ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2558 มีผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศเกาหลีใต้และมีอาการไม่สบายไปตรวจรักษาและแจ้งประวัติการเดินทาง จำนวน 11 ราย โดยได้มีการเก็บเชื้อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์ทั้งหมด พบว่าให้ผลเป็นลบคือไม่ติดเชื้อเมอร์ส โควี นอกจากนี้ ที่ผ่านมามีการตรวจติดตามผู้ที่เดินทางไปประกอบศาสนกิจแถบตะวันออกกลางแล้วกลับมามีอาการป่วย ในปี 2555 จำนวน 5 ราย ปี 2556 จำนวน 7 ราย ปี 2557 จำนวน 10 รายและปี 2558 จำนวน 11 ราย ยังไม่พบผู้ที่ติดเชื้อเมอร์ส โควีเช่นกัน
นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า การประชุมดังกล่าว จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 มิถุนายน 2558เป็นการประชุมเกี่ยวกับนวัตกรรมทางการแพทย์ของบริษัทเอกชน โดยจะมีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกทั้งหมดราว 20,000 คน ซึ่งผู้จัดงานได้ประสานขอความคิดเห็นมายังสธ. พร้อมมาตรการในการเฝ้าระวังโรคเมอร์สโดยจะมีแพทย์ประจำบริเวณสถานที่จัดงาน ติดตั้งเครื่องวัดความร้อนบริเวณทางเข้าสถานที่จัดงาน หากพบว่าผู้เข้าร่วมประชุมมีความร้อนที่ผิดปกติก็จะไม่ให้เข้าร่วมประชุม รวมถึง จัดทำแผ่นพับให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคนี้แจก และผู้จัดงานมีบัญชีรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมในการให้คำแนะนำ
“คนเกาหลีใต้ที่มาเข้าร่วมประชุมไม่ใช้กลุ่มเสี่ยงที่จะแพร่โรค เนื่องจากประเทศเกาหลีใต้มีการเฝ้าระวังผู้ที่ติดเชื้อไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศอยู่แล้ว และการจัดประชุมขนาดใหญ่ในประเทศไทยก็เป็นเหตุธรรมดาไม่จำเป็นต้องมีการเฝ้าสังเกตเป็นพิเศษ เพราะองค์การอนามัยโลกยังไม่มีประกาศเรื่องการห้ามเดินทาง อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมีผู้ป่วยโรคเมอร์สเดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมีการเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศทุกวัน แต่มาตรการเฝ้าระวังของสธ.ต้องมีความพร้อมและมั่นใจในการตรวจวินิจฉัย การแยกรักษาและการรายงานเพื่อที่จะสามารถตะครุบผู้ป่วยได้ทันไม่ให้ขยายเป็นวงกว้าง แต่ละวันมีคนไทยเดินทางไปเกาหลีใต้ประมาณ 1,000 คนและคนเกาหลีใต้เข้ามาในไทยราว 4,000 คน ”นพ.คำนวณกล่าว
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยไวรัสสัตว์สู่คน และอาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยถือว่ามีความร่วมมือในการป้องกันโรคอุบัติใหม่ทั้งในคนและสัตว์ ในการเฝ้าระวังและติดตามโรค สำหรับโรคเมอร์ส มีการสร้างมาตรการเฝ้าระวังในคน และการตรวจเชื้อในค้างคาวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ อาการที่ต้องระวังที่สำคัญ คือ ไข้ ไอ โดยพบว่าไวรัสยังมีความสามารถเกาะที่ไตได้ ทำให้การวินิจฉัยต้องเฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจร่วมกับไต นอกจากนี้ ยังสามารถพบอาการท้องเสีย โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้ป่วยในตะวันออกกลางทั้งที่มีโรคประจำตัวและไม่มีโรคประจำตัวก็มีโอกาสเสียชีวิตได้ แต่ส่วนใหญ่จะพบว่า หากมีอาการน้อยโอกาสในการแพร่เชื้อจะน้อยลงด้วย ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการหนัก จะแพร่เชื้อได้มากจึงต้องมีระบบการแยกผู้ป่วยที่ดี
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า จากการติดตามพบว่าคนที่มีสุขภาพดีแข็งแรงอาจไม่เป็นโรคที่รุนแรงแต่เป็นผู้แพร่โรคได้ โดยระยะการฝักตัวของโรคนี้จะใช้เวลาในช่วง 14 วัน ส่วนผู้ที่มีอาการรุนแรงพบว่าจะมีระยะเวลาแพร่โรคไปได้ตลอดในช่วงที่ป่วยอาจเป็นเวลา 20-30 วัน โดยเชื้อดังกล่าวจะอยู่ในระบบทางเดินหายใจ สามารถแพร่สู่ผู้อื่นได้เหมือนไข้หวัด คือ ทางสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ด้วยการสัมผัส หรือ รับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันว่าแพร่เชื้อทางอากาศ (Airborne) ทั้งนี้ ช่องทางการติดต่อของโรคถือเป็นสิ่งที่องค์การอนามัยโรค ติดตามอย่างต่อเนื่อง พบว่าญาติผู้ป่วยรายหนึ่งที่ประเทศเกาหลี เข้าเยี่ยมผู้ป่วยเพียง 5 นาที ก็พบว่าติดเชื้อได้ และรายแรกที่ป่วยยังปฏิเสธว่าได้สัมผัสกับสัตว์ หรือ ผู้ป่วยด้วย ซึ่งการระบาดของเกาหลีในขณะนี้ถือว่าได้ระบาดเกือบทุกจังหวัดเป็นการระบาดระลอกที่ 3 แล้ว
“ในการตรวจเชื้อจากผู้ที่ต้องสงสัยและต้องมีการตรวจซ้ำโดยครั้งแรกผลไม่พบเชื้อนั้นจะต้องป้ายเชื้อจากจมูกและตรวจเลือดด้วยไม่เฉพาะป้ายเชื้อจากคออย่างเดียว เพื่อให้ยืนยันผลได้มากขึ้น ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัส จับตาเชื้อเมอร์ส โควีเพราะพบว่าเป็นพี่น้องกับเชื้อซาร์ส อยู่ในตระกูลโคโรน่า ที่มีวิวัฒนการสูงมาก สามารถเล็ดลอดการตรวจจับและหลบอยู่ในอวัยวะอื่นนอกจากทางเดินหายใจได้ นักไวรัส จึงติดตามเฝ้าระวังเพื่อดูพัฒนาการ และดักจับไวรัสที่จะพัฒนาจนก่อโรคต่อไปด้วย”ศ.นพ.ธีรวัฒน์ กล่าว
อนึ่ง โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลางหรือเมอร์ศ นับเป็นโรคที่ 7 สธ.ประกาศให้เป็นโรคติดต่ออันตราย ตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2523 จากเดิมที่มี 6 โรค ได้แก่ 1. อหิวาตกโรค 2. กาฬโรค 3. ไข้ทรพิษ 4. ไข้เหลือง 5. โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง(ซาร์ส) 6.อีโบลา โดยตามมาตรา 7 และ 8 ของพรบ.นี้ระบุว่า ในกรณีที่มีโรคติดต่ออันตราย จะต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานสาธารณสุขและให้อำนาจเจ้าพนักงานสาธารณสุขในการออกคำสั่งให้คนที่มีเหตุสงสัยว่าป่วยหรือเป็นผู้สัมผัสโรคเข้ารับการตรวจ การชันสูตรทางแพทย หรือการรักษา หรือกักกันหรือคุมไว้สังเกต ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2 พันบาท









