วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สธ.ใช้เกณฑ์คุม'อีโบลา'สกัด'เมิร์ส-โควี'

สธ.ใช้เกณฑ์คุม “อีโบลา” สกัด “เมิร์ส -โควี” เข้าไทย หลังพบระบาดในเกาหลีใต้ เฝ้าระวังเข้มคนไทยเดินทางไป ประกอบพิธีฮัจญ์-อุมเราะห์

ภายหลังพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ 2012 หรือ เมิร์ส-โควี ที่ประเทศเกาหลีใต้ ทำให้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ออกประกาศเตือนคนไทยในเกาหลีใต้ให้ระมัดระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าวในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะเขตเมืองแดจอน และพื้นที่ใกล้เคียงให้เพิ่มความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่สาธารณะ ล่าสุด กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้มีการหารือ ร่วมกับ รพ.รามาธิบดี รพ.กลาง กทม.รพ.เอกชน รพ.ศิริราช กรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รพ.พระมงกุฎเกล้าฯ กระทรวงกลาโหม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2012

นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ว่าจากรายงานล่าสุดพบผู้ป่วยในประเทศเกาหลีใต้มีจำนวน 30 ราย เสียชีวิต 2 ราย และมีผู้ที่ต้องเฝ้าระวังติดตามอาการเนื่องจากมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยอีกประมาณ 700-800 ราย ซึ่งในเกาหลีใต้ถือว่ามีระบบในการจัดการโรคได้ดี ผู้ป่วยทั้งหมดอยู่ในห้องแยก แต่ก็มีการประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เช่นสวนสาธารณะอย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อห้ามในการเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ในส่วนของประเทศไทยนั้นจะดูบทเรียนที่เกิดขึ้นในเกาหลีเป็นหลัก ซึ่งการติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ในรพ. เพราะกว่าผู้ป่วยคนแรกจะได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อเมิร์ส โควี ก็มีการไปรักษาใน 3 คลินิก 1 รพ. จึงมีผู้สัมผัสโรคจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งแพทย์ และพยาบาลติดเชื้อด้วยเช่นกัน

เบื้องต้นประเทศไทยจะนำเอางบประมาณ และมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคติดเชื้ออีโบลามาใช้ในการป้องกันโรคเมิร์ส โควี คือ 1. การเฝ้าระวังผู้ป่วย โดยกลุ่มเสี่ยงผู้ที่มีประวัติเดินทางกลับจากประเทศตะวันออกกลาง และประเทศที่มีการระบาดของโรค โดยเฉพาะที่มีอาการเข้าข่ายต้องสงสัย เช่น ป่วยในช่วงระยะเวลา 14 วัน ปอดบวมรุนแรง เป็นกลุ่มก้อน โรคทางเดินหายใจ 2. การตรวจวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งขณะนี้สามารถทำได้ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทุกแห่ง และ 3.การดูแลรักษาในรพ.รัฐ-เอกชน

“ในส่วนของเกาหลีใต้จะมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่จะเน้นการติดตามผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ในช่วงเดือนสิงหาคม - ตุลาคม ประมาณ 14,000 คน และเดินทางไปอุมเราะห์อีก 10,000 -20,000 คน ซึ่งจะขอความร่วมมือไปยังสำนักจุฬาราชมนตรี กรมการศาสนาและบริษัทเอเจนซี เพื่อขอรายชื่อผู้ที่จะเดินทางไปที่ประเทศแถบตะวันออกกลาง เพื่อจะได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรค อีกทั้ง ยังมีทีมแพทย์คอยดูแลในพื้นที่ นอกจากนี้ ทำการติดตามเฝ้าระวังป้องกันโรคหลังเดินทางกลับต่อไป เบื้องต้นแนะนำกลุ่มหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังฟาร์มเลี้ยงสัตว์งดการสัมผัสกับอูฐหรือดื่มนมอูฐดิบ ล้างมือฟอกสบู่บ่อยๆ และหลังเดินทางกลับมาแล้วจะต้องติดตามเฝ้าระวังต่อในระยะ 14 วันซึ่งเป็นระยะฟักตัวของโรค รวมถึงกลุ่มอื่นๆที่ต้องเดินทางไปในพื้นที่ตะวันออกกลางระหว่างนี้ใครที่ป่วยอยู่ในช่วง 14 วันต้องรีบมาพบแพทย์ และแจ้งประวัติการเดินทาง”นพ.โสภณกล่าว