ช่วยกันเลี้ยงลูก: ฮาวทูของบ้านเลี้ยงเดี่ยว

ช่วยกันเลี้ยงลูก: ฮาวทูของบ้านเลี้ยงเดี่ยว

การทำงานที่คลุกคลีอยู่กับเด็กๆ หนูดี-วนิษา รับรู้ถึงการเพิ่มขึ้นของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว และพฤติกรรมบางอย่างที่ทำร้ายจิตใจของลูก โดยคาดไม่ถึง

* บทความเรื่อง ช่วยกันเลี้ยงลูก: ฮาวทูของบ้านเลี้ยงเดี่ยว โดย วนิษา เรซ วนิษา เรซ เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองและการเรียนรู้ ตีพิมพ์ใน กรุงเทพธุรกิจกายใจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2558


ปัจจุบันพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวของไทยเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่าตกใจ อาจจะเพราะส่วนหนึ่งมาจากการที่แต่ละฝ่ายไม่กลัวคำว่า “หย่าร้าง” เท่ากับในอดีตจึงทำให้เมื่ออยู่กันแล้วไม่มีความสุขพ่อแม่ก็อาจจะตัดสินใจจบชีวิตสมรสและเลือกที่จะคงหน้าที่พ่อแม่ไว้แต่เพียงเท่านั้น จบตำแหน่งสามีภรรยาไว้ในวันที่เซ็นใบหย่าและเริ่มต้นอาชีพ “พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว” อย่างเป็นทางการ

หนูดีเองช่วงนี้นั่งปรับหลักสูตรของโรงเรียนวนิษาเพิ่มเติมเล็กน้อยเพราะเป็นช่วงเตรียมเปิดเทอมใหม่พร้อมเปิดโรงเรียนใหม่ด้วยคือ โรงเรียนวนิษาสุขุมวิท26 ใกล้เอ็มโพเรียมจึงเริ่มเห็นเทรนด์พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวเยอะขึ้นมาก จึงคิดว่าต้องมีฮาวทูสำหรับพ่อแม่กลุ่มนี้จริงจังแล้วละ เพราะไม่อย่างนั้นลูกศิษย์ตัวเล็กๆของหนูดีเจ็บยาวถ้าพ่อแม่รับมือไม่เป็น (เราส่วนใหญ่ก็หย่าครั้งเดียวทั้งน้ัน เรียกได้ว่า เป็นมือใหม่หัดหย่ากันทุกคน ไม่มีใครรับมือได้แบบมืออาชีพเป๊ะๆหรอกเนอะ)

การหย่าเจ็บสำหรับเราแค่ไหน บอกได้เลยว่า สำหรับคนเป็นลูกแล้วเจ็บกว่าหลายเท่าและจะเจ็บไปตลอดชีวิต มีผลกระทบกับเรื่องอื่นๆ ของลูกอีกมากมายทั้งการเรียน ความรัก การงาน ความสัมพันธ์หรือแม้กระทั่งความมั่นใจและความรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเองของลูก ดังนั้น วันนี้ หนูดีจึงขอมาแชร์เทคนิคสำหรับคนเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมือใหม่ที่กำลังคลำทางอยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดีสำหรับชีวิตช่วงต่อไปที่ไม่มีคู่ชีวิตอยู่ในบ้านเดียวกันอีกแล้ว

หากใครอ่านคอลัมน์นี้และมีเพื่อนที่กำลังตัดสินใจหย่าร้าง ขอแชร์ว่า คุณจะได้บุญมากถึงมากที่สุดโดยไม่ต้องไปบริจาคเงินที่วัดเลยหากคุณบอกเพื่อนว่า “มีอะไรอยากด่าแฟนให้โทรมาหาเรา อย่าไปด่าว่าแฟนกับลูก” เพราะการระบายความโกรธของสิ่งที่คู่สมรสเคยทำกับเราไว้ให้ลูกฟังจะส่งผลกระทบที่น่ากลัวซึ่งอาจอยู่ในตัวลูกและใจลูกตลอดไป

การพูดจาเสียๆ หายๆ เกี่ยวกับพ่อหรือแม่ของลูกเราให้เขาฟังเป็นการตัดสิทธิในการ “รัก” พ่อแม่ของลูก ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ดังนั้น นอกจากลูกจะเสียใจแล้วผลที่ได้อาจเป็นตรงกันข้ามคือ ลูกจะเกลียดเราลึกๆ แต่อาจไม่กล้าแสดงออก เพราะไม่มีใครหรอกค่ะอยากจะถูกสั่งให้เลิกรักพ่อแม่ตัวเอง

หากเราถูกนอกใจ อย่าไปเล่าเคสนอกใจให้ลูกฟัง ลูกไม่อยากฟังหรอกค่ะ พ่อแม่หลายคนบังคับให้ลูกนั่งฟัง ซึ่งน่าสงสารมาก โทรเล่าให้เพื่อนฟังจนสะใจเถอะค่ะ แต่เข้าบ้านแล้วขอแต่รอยยิ้มและการกอดให้ลูก
การด่าว่าอีกฝ่ายหนึ่งมากๆ อาจทำให้ลูกมีความฝังใจไม่ดีกับเพศนั้นๆ ส่งผลให้โตขึ้นอาจหวาดกลัวชีวิตแต่งงาน พ่อแม่ที่หย่าร้างหลายคนถึงกับบอกลูกเล็กๆ ว่า โตขึ้นอย่าแต่งงานเพราะโลกนี้ไม่มีคนจริงใจกับเราจริงๆ หรอก (เพื่อนหนูดีโดนเคสนี้ โหดเกิน)​

การหย่าร้างแบบมีบุตรจะนำมาซึ่งการ “ช่วยกันเลี้ยงลูก” แบบอยู่คนละบ้าน ซึ่งในปัจจุบันขนาดพ่อแม่อยู่บ้านเดียวกันสมรสกันแท้ๆ สถิติของพ่อที่เล่นกับลูกยังมีไม่ถึง 50% (ข้อมูลจากองค์กรยูนิเซฟ) และลองคิดดูนะคะว่า ถ้าแม่ได้อำนาจคุ้มครองบุตร (ซึ่งส่วนใหญ่คนเป็นแม่จะได้เสมอเพราะกฏหมายให้เกียรติแม่ในแทบทุกประเทศทั่วโลกค่ะ

ทราบไหมว่า ครอบครัวส่วนใหญ่ในอเมริกาเป็นครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวอีกด้วย) เมื่อพ่อไม่ได้อยู่กับลูก โอกาสในการดูแล ส่งเสีย และเล่นด้วยจะยิ่งลดต่ำลงไปอย่างน่าตกใจ มีหลายกรณีว่า ศาลสั่งให้พ่อจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรแต่แม่ซึ่งโกรธพ่อมากไม่ยอมให้พ่อได้เจอลูกเลย (ลงโทษพ่อแต่ไม่ดูว่าผลเสียตกที่เด็ก) ในที่สุดนอกจากพ่อไม่ได้มีส่วนในการเลี้ยงแล้วซึ่งลูกเสียประโยชน์เต็ม พ่อจำนวนมากยังเลิกส่งเสียลูกไปเลยอีกด้วย การเรียกร้องฟ้องศาลก็ทำได้ไม่ง่าย ยุ่งยากและวุ่นวาย

ดังน้ั้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือ เมื่อเราคิดจะหย่าร้างอย่างจริงจังแล้ว ขอให้เราคิดเผื่อลูกและหันหน้าเข้าหากันอย่างจริงจัง นั่งลงเขียนได้ยิ่งดีว่าเราจะรับมือกับชีวิตลูกร่วมกันอย่างไรต่อไปดี โดยเฉพาะการให้ฝ่ายที่ไม่ได้รับสิทธิคุ้มครองบุตรเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร มีข้อแนะนำดังต่อไปนี้ค่ะ

อย่างดการพบปะเพียงเพราะจะลงโทษอีกฝ่ายไม่ให้เขามีสิทธิเจอลูก
เวลาพบปะลูก ให้โฟกัสที่คุณภาพของเวลาและกิจกรรม เราอาจรับลูกออกไปแค่ทานข้าว หรืออาจรับไปค้างคืน ค้างสุดสัปดาห์หรือพาไปเที่ยวต่างจังหวัด ต่างประเทศ เน้นที่กิจกรรมที่เหมาะกับวัย อย่าเลือกแต่พาลูกไปที่แพงๆ แต่ไม่มีแก่นสารแค่เพราะรู้สึกผิดและอยากเอาใจลูก เพราะฝ่ายที่เลี้ยงประจำวันจะต้องโดนลูกนำมาเปรียบเทียบว่า อยู่กับแม่น่าเบื่อ อยู่กับพ่อได้กินไอศกรีมด้วย (เคสนี้แม่ๆ เซ็งกันเยอะมาก เพราะแม่จะห้ามทานขนม แต่พ่อมารับไปวีคเอนเดียวกินขนมมาพุงปลิ้น ในที่สุดก็จะรักคนที่ไม่ได้เลี้ยงทุกวันมากกว่าเพราะตามใจกว่า

อย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้นะคะ) เน้นกิจกรรมที่ติดดิน น่ารัก เหมาะกับวัย พ่อแม่ที่มีลูกหลายวัยจะเหนื่อยหน่อยค่ะ สู้ๆ
ถ้าคุณไม่ได้สิทธิคุ้มครองบุตรและตอนนี้ลูกโกรธคุณอยู่อย่าเพิ่งท้อใจ ไปหาบ่อยๆ ค่อยๆ พาไปไหน หรือพาเข้าบ้านใหม่ของคุณ แล้วเด็กจะค่อยๆดีขึ้นเอง ช่วงแรกเด็กบางคนอาจแสดงออกรุนแรง อย่าถอดใจค่ะ ถ้าเราสม่ำเสมอจริงเด็กจะเข้าใจว่าพ่อแม่เลิกกันไม่ได้หมายความว่าเลิกรักเขา ทุกอย่างจะโอเคในที่สุด

ช่วง “เปลี่ยนผ่าน” คือช่วงที่เราไปรับลูกที่บ้านของ “อดีต”
ได้โปรดอย่าใช้ช่วงเวลานั้นในการทะเลาะกันเพราะมันไม่ใช่เรื่องของเด็ก มีเคสเยอะมากที่พ่อแม่ยังค้างคาใจกัน ทะเลาะไม่จบ พอพ่อมารับลูกแม่ก็ชวนทะเลาะ (หรือกลับเพศกันก็มีเกิดขึ้นมาแล้ว) ในที่สุดทะเลาะกันจนอีกฝ่ายผลุนผลันออกไปต่อหน้าลูกที่ยืนถือกระเป๋ารอ ในที่สุดคนที่เจ็บสุดคือลูก เพราะทำได้เพียงเดินเอากระเป๋าไปเก็บและร้องไห้ในห้องคนเดียว

ใช้อินเทอร์เน็ตให้เกิดประโยชน์และติดต่อกันเรื่อยๆ
เก็บผลงานลูกไว้ให้อีกฝ่ายดู ให้ลูกโทรหาบ่อยๆ เราเองก็โทรบอกเล่าเรื่องดีๆ น่ารักของลูกด้วยไม่ใช่บอกแต่ข่าวร้ายเวลาโรงเรียนเรียกพบ

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่มันเป็นไปได้หากเราวางอารมณ์ของเราได้ทางหนึ่งและหันหน้าเข้าหากันเพื่อลูก เพราะในที่สุดแล้วถ้าเรารับมือไม่ดีผลร้ายจะตกอยู่กับลูกยาวนานตลอดชีวิตที่เหลือของเขาเลยทีเดียว เอาใจช่วยทุกบ้านที่กำลังเดินผ่านเส้นทางที่ไม่ง่ายนี้ ขอให้ผ่านได้ด้วยดีค่ะ