อาหารทุกอย่างไม่ได้มีโทษอย่างเดียว แต่ย่อมมีประโยชน์ด้วยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ผู้เชี่ยวชาญแนะวิธีการกินอย่างมืออาชีพ ในสไตล์อายุรวัฒน์
ถ้าจะหาใครสักคนที่เป็นผู้นำด้านสุขภาพ บุคคลนั้นก็คือท่านผู้อ่านเองค่ะ เพราะไม่มีใครรู้ซึ้งถึงสุขภาพรวมถึงปากท้องของเราดีเท่าตัวเรา ความเป็นมืออาชีพของนักดูแลสุขภาพไม่ใช่อยู่ที่ “กินยาก” หากแต่อยู่ที่การรู้จัก “เลือกรับประทาน” ให้เหมาะกับตัวเราและสถานการณ์ที่สุด
เช่น เดินทางอยู่ต่างประเทศแทนที่จะหาผัดกะเพราอย่างที่คุ้นปากก็ลองรับประทานฟิชแอนด์ชิพตามแบบฉบับเขาบ้าง หรือเจอผัดกะเพราที่รสชาติแบบ “ฟิวชั่น” ก็มองให้เป็นการเรียนรู้ หาเรื่องสุขอยู่ทุกขณะได้นั่นละค่ะ “มืออาชีพ”
อาจารย์กฤษดา ศิรามพุช อายุรแพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย เป็นตัวอย่างที่ดีของความเป็น professional ทั้งในเรื่องงานและเรื่องอาหาร เพราะไม่ว่าจะไปบรรยายที่ใดหรือจัดรายการโทรทัศน์ที่ช่องไหน ท่านก็เข้ารายการได้เหมือนเปิดสวิทช์ ส่วนเวลากินก็รับประทานได้ทุกสิ่งในกอง เช่นเดียวกับคนอื่นๆ
แม้เวลาตรวจคนไข้อยู่ทั้งวันที่ดิฉันเคยเห็น เพียงมีแค่ไข่ต้มอยู่ถ้วยหนึ่งกับผักอีกหยิบมือก็เป็น 1 มื้อของคุณหมออายุรวัฒน์ท่านนี้แล้วค่ะ ดังนั้น สิ่งที่ดิฉันยึดเสมอก็คือ การที่เราสามารถเลือกสุขภาพดีได้ในแบบที่ไม่เดือดร้อนใครรวมถึงตัวเราเองด้วย โดยไม่ต้องเลือกกินจนลำบาก
ขอให้ยึดหลักง่ายๆ สไตล์อายุรวัฒน์ไว้ว่า ไม่มีสุขภาพดีที่ใดที่มาจากความลำบาก หากแต่ความเพียรต่างหากค่ะที่ทำให้เราแข็งแรงสมบูรณ์พร้อม หลักในการกินง่ายๆ แบบคุณหมออายุรวัฒน์ก็คือ “กินเช่นเดียวกับทุกคน” หรือท่านกินอะไรเรากินอย่างนั้นได้ทุกสถานการณ์มีอยู่ไม่กี่ข้อ
กินแบบมืออาชีพ
- แยกของถูกปากกับถูกหลัก เพราะโดยทั่วไปแล้วคนเราย่อมมี “ของโปรด” อยู่ในใจ ที่ชวนให้กินได้ง่ายเจริญอาหาร แต่ในบางครั้งการใช้ชีวิตก็ไม่เอื้อให้ได้กินของชอบดังว่า เช่น กาแฟอาจไม่ใช่โรบัสต้าดังเคย สเต็กไม่สุกฉ่ำแบบที่ชอบหรือปลาปรุงแล้วไม่หายคาวเหมือนรสมือเดิม ทว่าของเหล่านี้ล้วนเป็นของที่มีประโยชน์ซ่อนอยู่ ขอให้ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่อาหารย่อมเปลี่ยนไปเช่นเดียวกับลิ้นของเราที่ต่อมรับรสวันหนึ่งก็ยังเปลี่ยนไปได้
- เตรียมฟาสต์ฟู้ดไว้ในใจ เผื่อจังหวะที่เรากำลังยุ่งและเวลาน้อยอย่างเหลือเกิน อย่างจานด่วนง่ายๆ เช่น ไข่ต้ม นมถั่วเหลือง แซนด์วิช สลัดโรลหรืออาหารจำพวก finger food หยิบกินได้ทันใจทั้งหลาย จริงแล้วของพวกนี้จะทุ่นเวลาให้ท่านได้มากยามต้องรีบ ช่วยเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนสุขภาพให้ไม่ขาดมื้อสำคัญอย่างมื้อเช้าและเที่ยงในยามต้องประชุมติดพัน นอกจากนั้นยังช่วยให้กระเพาะไม่ต้องเสี่ยงรับฟาสต์ฟู้ดอื่นที่หนักหวาน มัน เค็มจนเกินไปด้วยค่ะ
- ให้เวลากินตามสบายบ้าง ปล่อยตัวเองให้ได้เสพ Slow life บ้าง ดิฉันอยากให้คุณผู้อ่านได้มีวันเวลาสบายๆ เหมือนวันอาทิตย์อย่างนี้ มีเวลาจิบกาแฟนั่งอ่าน “กาย-ใจ” ไปเป็น lazy Sunday ที่มอบความสุขให้กับตัวเองหลังจากทำงานหนักมาทั้งสัปดาห์แล้ว หาจังหวะกินตามสบายโดยเตรียมเมนูประเภท Brunch ง่ายๆ ไว้อย่าง ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ไส้อั่วน้ำพริกหนุ่ม หรือชอบสไตล์ฝรั่งแบบสปอร์ตนิดๆ ก็ต้องคลับแซนด์วิช วอฟเฟิลกับไข่ดาวแฮมและไข่ฟูฟริตตาตาที่หนานุ่มไปด้วยชีสกับผักนานาชนิดค่ะ
- อย่าสร้างเงื่อนไข ให้ปรับ mindset ของตัวเองใหม่ก่อนค่ะว่าในโลกนี้ไม่มี “อาหารต้องห้าม” มีแต่สิ่งที่ควรกินอย่างมีสติเท่านั้น การสร้างกฎให้กับตัวเองว่า กินนั่นไม่ได้โน่นไม่ได้จะทำให้เป็น “คนกินยาก” โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น ให้คิดไว้ก่อนว่าอาหารทุกอย่างไม่ได้มีโทษอย่างเดียวแต่ย่อมมีประโยชน์ด้วย เช่น ในสถานการณ์แบบออฟฟิศอาจเป็นข้าวกล่องกินสะดวกก็ให้รับประทานข้าวน้อยและไม่ปรุงน้ำปลาหรือหวานมาก เพราะของกินตามสั่งมักมีเช่นนี้เยอะอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องสั่งพิเศษเพิ่มโน่นลดนี่ให้ยุ่งยากแต่อย่างใด
สุดท้ายนี้ฝากหลักแห่งยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนสุขภาพด้วยอาหารไว้ว่า ไม่มีของกินใดในโลกนี้ที่จะดีทั้งหมดโดยที่ไม่ต้องกินอย่างอื่นอีก ส่วนของที่ดูเหมือนกับเป็นของกินเล่นปราศจากคุณค่า ถ้าเลือกกินให้เหมาะและไม่มากเกินไปก็จะช่วยด้านจิตใจให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ไม่เหมือนติดอยู่ในกรอบจำกัดที่ต้องมัดมือให้กินแต่อาหารที่ไม่โปรดนัก
เพราะความยุ่งยากไม่อาจสร้างสุขภาพดีให้ใครได้ค่ะ
*หมายเหตุ บทความโดย ดร.กรุณา นนทรักส์ ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ9 ผู้เชี่ยวชาญด้านยิมนาสติก นำเสนอใน กรุงเทพธุรกิจกายใจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2558









