กรมควบคุมโรค สำรวจพบคนไทยใช้ถุงยางอนามัยลดลง เสี่ยงโรคติดต่อเพียบ วัยรุ่นติดกามโรคเพิ่ม 5 เท่า เร่งเพิ่มการเข้าถึงถุงยาง
ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในการแถลงการรณรงค์ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ เนื่องในวันวาเลนไทน์? 14 ก.พ. โดย นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการสำรวจทัศนคติความเห็นของประชาชน เรื่อง การใช้ถุงยางอนามัยเพื่อควบคุมป้องกันโรค (DDC Poll) ครั้งที่ 11 โดยทำการสำรวจประชาชนอายุ 15 ปี ขึ้นไป จำนวน 3,000 ราย ใน 22 จังหวัด พบว่า ประชาชนมีความรู้และเข้าใจในการใช้ถุงยางอนามัย ร้อยละ 76.8 ลดลงจากปี 57 อยู่ที่ร้อยละ 86.2 ผลการสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ ร้อยละ 88.6 ไม่เคยใช้ ร้อยละ 6.7 เมื่อถามถึงการใช้ถุงยางอนามัยกับผู้ที่ไม่ใช่คู่นอน พบว่า ใช้ทุกครั้ง ร้อยละ 57 ใช้บางครั้ง ร้อยละ 35.7 และไม่ใช้เลยร้อยละ 7.3 เมื่อถามว่ารู้สึกอายถ้าต้องซื้อถุงยางอนามัยในร้านสะดวกซื้อหรือร้านขายยาพบว่า รู้สึกอาย ร้อยละ 43.5 ไม่รู้สึกอาย ร้อยละ 41 เมื่อถามว่าคิดว่าการใช้ถุงยางอนามัยป้องกันการตั้งครรภ์และป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์ได้ พบว่า คิดว่าใช่ร้อยละ 76.8 คิดไม่ใช่ ร้อยละ 6.5 นอกจากนี้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างเห็นว่า ?การแจกถุงยางอนามัยให้เด็กม.ต้น ช่วงวาเลนไทน์ เป็นการกระตุ้นให้มีเพศสัมพันธ์ ร้อยละ 55.4
“จากพบการสำรวจพบว่า ความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรม จะมีความสอดคล้องกัน ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มความรู้ประชาชน เพื่อให้เกิดทัศนคติ และเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งยังต้องรวมกับการเข้าถึงถุงยางอนามัยด้วย โดยกรมควบคุมโรค และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พยายามจัดหาถุงยางอนามัยมาตรฐานราคาถูกเพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ โดยมีการจัดหาให้ปีละ 55 ล้านชิ้นและพยายามจะเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องด้วย โดยคณะอนุกรรการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันโรคและแก้ไขปัญหาเอดส์ครั้งล่าสุด ได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์ถึงยางอนามัยแห่งชาติ ปี 2558-2563 เป็นยุทธศาสตร์สำคัญด้วย ” นพ.โสภณ กล่าว
นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา ปี 2557 พบว่า อัตราการป่วยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้แก่ โรคหนองใน โรคซิฟิลิส หนองในเทียม แผลริมอ่อน และกามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลืองทั่วประเทศ? พบว่า แนวโน้มการเกิดโรคเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 52.69 ต่อแสนประชากรในปี 2557 จาก 35.89 ต่อประชากรแสนคนในปี 2552 ?และในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา วัยรุ่นอายุ 10-19 ปี ติดกามโรคเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เกือบ 5 เท่าตัว จาก 7.53 เป็น 34.89 ต่อประชากรแสนคน และกลุ่มอายุ 20-29 เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว โดยคาดว่าในอีก 3 ปี จะมีผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ใน 2 กลุ่มอายุนี้อยู่ที่ 21,137 คน สาเหตุจากการใช้ถุงยางอนามัยลดลง โดยผลสำรวจในปี 2556 พบว่าวัยรุ่นชาย ใช้ถุงยางอนามัย ร้อยละ 36.2 วัยรุ่นหญิง ร้อยละ 27.9 เท่านั้น
ด้านนพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในวัยรุ่น คือ การเลือกขนาดถุงยางอนามัยที่มักไม่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น มักเลือกขนาดที่ใหญ่กว่าไซส์จริง เพราะมีทัศนคติที่ผิดคือกลัวเพื่อนหยามว่าอวัยวะเพศเล็กไม่สมศักดิ์ศรีความเป็นชาย จนทำให้เกิดปัญหาคือใส่ถุงยางที่ใหญ่กว่าไซส์จริงจนส่งผลให้ถุงยางหลุด หลวม ซึ่งมีความเสี่ยงติดโรคทางเพศสัมพันธ์หรือตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น และในบางรายอาจจะไม่รู้วิธีการวัดขนาด ทั้งนี้จากผลสำรวจของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าผู้ชายไทยอันดับ 1 มีขนาดอวัยวะเพศอยู่ที่ขนาด 52 มิลลิเมตร จำนวน 12 ล้านคน ขนาด 49 มิลลิเมตร จำนวน 6.5 ล้านคน ขนาด 54 มิลลิเมตร จำนวน 3.6 ล้านคน และขนาด 56 มิลลิเมตร จำนวน 1.2 ล้านคน
“อยากให้วัยรุ่นเปลี่ยนความคิดและทัศนคติแบบเดิมๆที่กลัวเพื่อนหยามเรื่องของขนาดอวัยวะเพศที่เล็ก และหันมาคำนึงถึงความพึงพอใจของคู่นอนมากกว่า โดยหันมาร่วมกันสร้างบรรยากาศในการร่วมรักจะดีกว่า ทั้งนี้หากใส่ถุงยางที่ใหญ่เกินไซส์จริงนอกจากจะเสี่ยงโรคแล้ว ยังทำให้เสียบรรยากาศ และไม่ต่างอะไรกับการใส่ถุงพลาสติก อย่างไรก็ตามสำหรับการวัดขนาดอวัยวะเพศนั้น ตามมาตรฐานส่วนใหญ่แล้วจะวัดจากความสูง โดยหากชายใดที่สูงไม่เกิน 160 เซนติเมตร จะมีขนาดไซส์ประมาณ 49 มิลลิเมตร ส่วนชายที่สูงตั้งแต่ 160 เซนติเมตรขึ้นไปจะมีขนาดไซส์อยู่ที่ 52 มิลลิเมต รซึ่งถือเป็นขนาดไซส์มาตรฐานของชายไทย”นพ.สมชายโชติ กล่าว









