เคล็ดลับการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และวิธีป้องกันโรคแทรกซ้อน จากแพทย์และนักโภชนาการ
เคล็ดลับการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และวิธีป้องกันโรคแทรกซ้อน
จากสถิติพบว่าประชากรไทยจำนวน 3.2 ล้านราย มีภาวะเบาหวาน และจากจำนวนข้างต้นมีเพียงครึ่งหนึ่งที่ทราบว่าตนเองเป็นเบาหวาน และมีผู้ป่วยเบาหวานเพียงร้อยละ 6.25 จากจำนวนผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด
หรือเพียง 200,000 รายเท่านั้นที่มีผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ยิ่งไปกว่านั้นคาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีจำนวนผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มมากขึ้นเป็น 4.3 ล้าน
คน จากการที่มีวิถีชีวิตแบบคนในเมืองหลวง อาทิเช่น ไม่มีการออกกำลังกาย รับประทานอาหารจานด่วน การมีเครื่องผ่อนแรงต่างๆ ทำให้ผู้คนมีแนวโน้มของน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นกว่าในอดีต
ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการมีน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น คนจำนวนมากไม่รู้ว่าตนเองเป็นเบาหวาน เนื่องจากการมีน้ำตาลในเลือดสูงในระยะแรกๆ มักจะไม่มีอาการจนกว่าจะมีการตรวจน้ำตาลในเลือด อย่างไรก็ตาม แม้เบาหวานจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ผู้ป่วยเบาหวานยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติและมีความสุข เพียงใส่ใจการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี และสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นเบาหวาน สามารถหันมาดูแลตนเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันการเป็นเบาหวานในอนาคตได้เช่นกัน
เคล็ดลับการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และวิธีป้องกันการเกิดเบาหวาน ได้ถ่ายทอดผ่านกิจกรรมเสวนา “เช็คน้ำตาล คุมเบาหวาน ต้านโรคแทรกซ้อน” พญ.เกษนภา เตกาญจนวนิช นายกสมาคมผู้ให้ความรู้โรคเบาหวาน กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของการรักษาโรคเบาหวานคือการทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้เฉกเช่นคนปกติ เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาว แต่หากไม่ดูแลตนเองจะเกิดโรคแทรกซ้อน ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
ดังนั้น การคุมเบาหวานเพื่อไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การรักษาเบาหวาน ไม่ใช่เพียงการใช้ยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเท่านั้น แต่ควรมีการบริหารจัดการตน
เองหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่ การคุมอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยาที่เหมาะสม และหมั่นตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง
อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญโภชนาการ ได้เผยเคล็ดลับ 5 ข้อในการลดน้ำหนักและลดความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน ได้แก่
1) ต้องหาแรงจูงใจ
2) ก่อนอาหารมื้อเย็นให้รับประทานผลไม้ที่ไม่หวานรองท้อง และ น้ำเปล่าครึ่งแก้ว เพื่อทำให้รับประทานข้าวได้น้อยลง
3) หลัก 3 ส ได้แก่ “สกัด” (ห้ามใจไม่ให้รับประทาน) “สะกด” (มีสติ) และ “สะกิด” (ให้คนข้างๆ ช่วยเตือน)
4) หลังรับประทานอาหารมื้อเย็นให้นั่งพัก 30 นาทีและลุกขึ้นเคลื่อนไหวร่างกายเบาๆ จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้ถึง 30%
5) เวลาที่รับประทานอาหารเย็นต้องให้ห่างจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 3 – 4 ชั่วโมง









