วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชิตชัย ลูกไม้หล่นใต้ต้น

คลื่นลูกใหม่ของบิ๊กคาเมร่าที่ถอดแบบความตั้งใจในการทำงานมาจากครอบครัวได้อย่างครบถ้วน แม้ไม่ใช่มือโปรเรื่องกล้องแต่มีใจเต็มร้อย

          ตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บิ๊ก คาเมร่า จำกัด ของ ชิตชัย เธียรกาญจนวงศ์ ก็เปรียบเสมือนแขนอีกข้างของบริษัทที่ต้องทำหน้าที่สนับสนุนและขับเคลื่อนธุรกิจของครอบครัวให้เดินหน้าต่อไป แม้ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านการถ่ายภาพ ไม่ใช่กูรูเรื่องกล้อง แต่เขาเชื่อมั่นว่าศาสตร์ความรู้ด้านการบริหารจัดการและการตลาดจะเป็นกลไกนำสู่ความสำเร็จ

                   

๐ ความท้าทายของงานบริหาร?

          สำหรับผมมองว่า ความท้าทายคือ เรื่องของสินค้าและการบริหารคน เพราะคนที่ขายกล้องต้องมีความรู้ตรงนี้ค่อนข้างสูง ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจแต่พยายามศึกษารายละเอียดต่างๆ  ดังนั้น พนักงานต้องทำหน้าที่เป็นผู้ให้ข้อมูลที่ดี

          ผมต้องทำให้พนักงานมีความรู้เรื่องการถ่ายภาพ  เพื่อสอดคล้องกับสินค้า ถ้าให้รู้แต่รายละเอียดหรือสเปคกล้องอย่างเดียว ลูกค้าจะไม่เห็นภาพที่ชัดเจน จึงต้องเปิดคอร์สจัดอบรมเรื่องการถ่ายภาพให้กับพนักงานของเราก่อน สร้างประสบการณ์ความรู้ที่จะไปแนะนำต่อให้กับลูกค้า

          การจัดเวิร์คชอปให้พนักงานตลอดเวลาได้กลายเป็นจุดแข็งของบิ๊กคาเมร่า พนักงานมีความรู้ความสามารถมากกว่าร้านอื่นๆ นอกจากนี้เรายังจัดเกรดฝีมือการถ่ายภาพของพนักงาน มีการสอบพื้นฐานความรู้เรื่องกล้อง สเปคสินค้าและการถ่ายภาพ เรื่องพวกนี้เป็นองค์ความรู้ที่ต้องสะสมหลายๆ ปี ไม่ใช่สอนครั้งสองครั้ง ผลก็คือ พนักงานตอบคำถามของสินค้าได้ดีขึ้น

          ยกตัวอย่างตลาดกล้องโดยรวมเมื่อปี 2557 ตกลง 30% จากปีก่อน ผลจากการใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพแทนการใช้กล้องคอมแพ็ค แต่บิ๊กคาเมร่ายังมีอัตราการเติบโตราว 10% เนื่องจากการปรับตัวเรื่องการขาย

          ผมยังคงคอนเซปท์การเสริมเขี้ยวเล็บให้พนักงานมีความรู้เรื่องระบบเซนเซอร์และสเปคกล้องรุ่นอื่นๆ นอกจากกล้องคอมแพ็ค เพื่อขยับไปขายสินค้าตัวบนที่ใช้ทักษะมากขึ้นทั้งกล้องดีเอสแอลอาร์ มิลเลอร์เรส และกล้องคอมแพ็คพรีเมียม ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวคือ บิ๊กคาเมร่าต้องพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

๐ ผู้บริหารร้านกล้องต้องรู้ดีเรื่องกล้อง?

          ไม่จริงนะ ผมกับคุณพ่อไม่เก่งเรื่องสเปคกล้อง เราเน้นเรื่องการบริหารจัดการแต่ละส่วนได้ พนักงานขาดทักษะ เราก็ให้คนที่มีความรู้เข้ามาสอน

          ในมุมของผู้บริหาร ผมมองว่า ตัวเราต้องเข้าใจการดูแลพนักงาน แต่ความรู้เรื่องกล้องก็จ้างวิทยากรมาได้ แต่การบริหารงานนั้น เราจะจูงใจพนักงานให้อยู่ด้วยกันนานๆ และพัฒนาตัวเองไปพร้อมกัน  บริษัทเองก็ต้องดูแลสวัสดิการ รายได้ ให้เหมาะสม เมื่อเทียบกับร้านค้าอื่น

๐ ความยากของธุรกิจครอบครัว?

บิ๊กคาเมร่าเป็นธุรกิจครอบครัวที่ชัดเจนมาก คุณพ่อเป็นคนที่ทำธุรกิจแบบระวังไม่ประมาท และขยับไปทีละก้าวๆ อย่างมั่นคง พร้อมกับยึดคติการทำงานว่า ทำอะไรก็ได้ ขอให้ดีที่สุด ถ้าไม่อย่างนั้นจะสะเปะสะปะ

          การบริหารแบบครอบครัวอาจจะดูภายนอกว่าไม่เป็นมืออาชีพ ไม่มีความน่าเชื่อถือ แต่เรื่องความรู้สึกบางอย่าง ถ้าตั้งกฎระเบียบมากเกินไป ไม่แคร์ความรู้สึกของคนในองค์กรก็ทำให้เขาไม่มีใจไปกับองค์กร การบริหารคนถือเป็นความยากอันดับต้นๆ เพราะเป็นเรื่องจิตใจ จะทำยังไงให้เขาทำงานเป็นทีม

          หากเป็นการบริหารการตลาด เราใช้ความรู้เรื่องงบดุล ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆ โดยไม่อิงกับเรื่องของจิตใจ แต่สำหรับเรื่องของคนมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยว จึงต้องมีระบบบริหารจัดการแบบผสมผสาน ทั้งเรื่องของการทำงานแบบครอบครัวที่โอบอ้อมอารี ดูแลกัน ในขณะเดียวกันก็ต้องระบบองค์กรเพื่อความเป็นระบบระเบียบ ไม่เช่นนั้นจะยากต่อการปกครอง

ในยุคของกล้องฟิล์ม เราเป็นเจ้าแรกๆ ที่เปิดร้านเชนเยอะ เปิดเป็นชอปในพื้นที่เช่ามากที่สุด เนื่องจากคุณพ่อวางคอนเซปท์เรื่องร้านที่แยกจากคนอื่น ต้องการสร้างความแตกต่าง และเรื่องของแบรนด์ ที่จะทำให้เป็นที่รู้จัก มันจะดีกว่าการไปตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า

          สิ่งที่รุ่นผมทำคือ การเติมเต็มสิ่งที่บิ๊กคาเมร่ายังไม่มี สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์โดยเฉพาะการลงสื่อโฆษณา เมื่อก่อนก็ไม่มีร้านขายกล้องเจ้าไหนลงสื่อ เราเลยทำประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จัก มีการสร้างแบรนด์ของเราเองเป็นเจ้าแรก

 

๐ หลักการบริหารแบบ ‘ชิตชัย’?

          หลักการบริหารของผมคือ ความถูกต้องเป็นสิ่งที่ต้องมาก่อน ผลที่ตามมาคือความมีระเบียบ วินัย กฎเกณฑ์ แต่ก็ต้องทำให้พนักงานมีความรู้สึกรักองค์กรด้วย บริษัทเรามีทิศทางแบบนี้ ทำยังไงให้เขากับองค์กรเติบโตไปพร้อมกัน

          ผมให้ความสำคัญกับพนักงานค่อนข้างมาก มีการอบรมปฐมนิเทศ ฝึกอบรม ถ้ามีเวลา ผมและคุณพ่อจะเข้าร่วมด้วย หาโอกาสพูดคุยตลอด เพื่อให้เกิดความใกล้ชิด แม้ตอนนี้เราจะบริหารด้วยระบบองค์กรมืออาชีพ แต่บางอย่างยังใช้ความเป็นครอบครัว เพื่อให้พนักงานเกิดความอบอุ่น 

          เวลาเผชิญวิกฤติ เราคุยกันใกล้ชิด ร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไข ถ้าบริษัทไปได้ ทีมงานทุกคนก็ไปพร้อมกัน สร้างโอกาสทำให้เขามีส่วนร่วม ให้เดินไปในทิศทางเดียวกับบริษัท ที่ผ่านมา เรามีทีมงานที่รักองค์กรและฝ่าฟันเหตุการณ์มาด้วยกันหลายครั้ง เช่น วิกฤติกล้องฟิล์ม พนักงานก็ต้องเรียนรู้ใหม่ ทำความรู้จักตลาดใหม่ สุดท้ายเราผ่านมาได้

          วิกฤติหลักๆ ผมคิดว่า อยู่ที่คน เคยเจอเรื่องคุยกันไม่เข้าใจ คนในองค์กรสื่อสารในทางที่ไม่ดี องค์กรก็วุ่นวาย เราก็ต้องสื่อสารกับคนในองค์กรให้เข้าใจ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญทั้งในและนอกองค์กร

          แนวทางบริหารได้รับอิทธิพลมาจากคุณพ่อ ท่านจะพูดคุย จะเล่าประสบการณ์ในแต่ละวันและอัพเดทข้อมูลต่างๆ ทำให้ลูกซึมซับมาตลอด โดยเฉพาะเรื่องการบริหารคนที่ท่านให้ความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากพื้นฐานท่านเคยเป็นลูกจ้างมาก่อนจึงเข้าใจจิตใจของพนักงานได้ดี

          ในการทำงานผมจะคุยด้วยเหตุผล ทุกอย่างต้องมีกฎระเบียบ ความถูกต้อง มีกฎเหล็กก็ต้องเป็นตามนั้น แต่ถ้าเป็นการพูดคุยทั่วไป เราก็คุยง่ายๆ ไม่ได้กดดัน แต่เรื่องที่เด็ดขาดก็ต้องเด็ดขาด

๐ แบ่งเวลาดูแลตัวเองอย่างไร?

          ปกติทำงาน 5 วัน แต่จะมี 2 วันที่ทำงานถึงช่วงเย็น จากนั้นก็ไปกินข้าว สังสรรค์กับเพื่อน เป็นการผ่อนคลาย ส่วนวันเสาร์อาทิตย์จะเป็นวันที่ไปกับครอบครัวบ้าง เพื่อนฝูงบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นกำหนดว่า วันนี้จะต้องพักผ่อน เพราะบางครั้งอาจจะมีงานด่วนที่ต้องจัดการ

          การออกกำลังกายมีบ้าง ไม่เยอะมาก เน้นวิ่งนิดหน่อย แต่ไม่มีกีฬาที่ชอบเป็นพิเศษ ดังนั้น การดูแลสุขภาพก็จะเน้นเรื่องอาหาร เพราะรู้ตัวว่างานยุ่ง เวลาออกกำลังกายอาจจะไม่มีพอ จึงระวังไม่กินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เครื่องดื่มก็เน้นน้ำเปล่าไม่ใส่น้ำแข็ง เพราะเรามีเวลาออกกำลังกายน้อย การเผาผลาญอาจจะไม่ดีเท่าที่ควร เรียกว่า ดูแลตัวเองบ้าง แต่ไม่เคร่งครัด

          สิ่งที่มาช่วยทดแทนคือ ความสม่ำเสมอในการตรวจสุขภาพประจำปี แล้วก็ระวังตนเอง ไม่ทำอะไรที่เสี่ยงหรือเป็นผลเสียกับสุขภาพ

๐ วิธีรับมือกับความเครียด?

          เวลาเครียดอยากอยู่พักผ่อนเงียบๆ ไหว้พระ เพราะคุณพ่อชอบไหว้พระ จึงมีโอกาสเข้าวัดทำบุญกับท่านบ่อยๆ ทำให้จิตใจสงบและนิ่งขึ้น  ต้องบอกว่า ผมเป็นคนทำงาน ชอบลุยงาน บางครั้งเหนื่อย ต้องการเวลาเพื่อคิดทบทวนสิ่งต่างๆ แต่ธุรกิจที่เป็นธุรกิจครอบครัว มันมีเรื่องของความเป็นเจ้าของ ทำให้ต้องคอยดูแล ใส่ใจรวมถึงสู้กับปัญหาต่างๆ ที่มีเข้ามาอยู่ตลอด ดังนั้น หากมีเวลาก็จำเป็นต้องหยุดคิดบ้าง พักผ่อน ไหว้พระบ้าง เพื่อให้จิตใจสบายขึ้น

...............................

          จากนักธุรกิจหนุ่มที่สนุกกับการทำงาน เมื่อถูกถามถึงช่วงเวลาเกษียณ ชิตชัยยอมรับว่ามีคิดเอาไว้ แต่ก็เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป เพราะแม้จะสนุกกับการทำงาน แต่เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งก็ต้องหยุด เพื่อให้มีเวลาได้พักและอยู่กับตัวเองในวัยที่ต้องการความสงบนั่นเอง