ผบช.น. นำแถลงจับโจรแสบอ้างเป็นตร.รีดไถต่างด้าวกัมพูชา นับหมื่นบาท
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 5 ก.พ. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.พร้อมด้วย พล.ต.ต.จิตติ รอดบางยาง รองผบช.น พล.ต.ต.พงษ์พันธุ์ วรรณภักตร์ ผบก.น.1. พ.ต.อ.ชณาวิน พวงเพชร ผกก.สน.พญาไท พ.ต.ท.สมชาย กุลวิเชียร รองผกก.จร.สน.พญาไท และเจ้าหน้าที่สน.พญาไท แถลงผลการจับกุมนายสุรพล หรือพล ประสวนศรี อายุ 46 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ป้ายดำ สถานีขนส่งหมอชิต พร้อมของกลาง โทรศัพท์มือถือยี่ห้อซัมซุง 2 เครื่อง เงินสด 7000 บาท อาวุธมีดแบบพับยาวประมาณ 6 นิ้ว บัตรข้าราชการตำรวจสังกัดโรงเรียนตำรวจภูธรภาค 3 ระบุชื่อ พลสำรอง จิตกร ยศรุ่งเรือง กระเป๋าผ้าสะพายสีน้ำเงิน 1 ใบ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน กข 8490 ยโสธร โดยจับกุมได้ที่บริเวณคิวรถตู้ติดกับตู้สัญญาณไฟจราจร อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม. เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา
พ.ต.อ.ชณาวิณ กล่าวว่า สืบเนื่องจากตอนช่วงเวลาประมาณ 09.00 น. วันที่ 4 ก.พ. นายแพะเจี่ยน น.ส.ซอกฮัว นางพอนเซียน และน.ส.ซีเสร็ง ผู้เสียหายชาวกัมพูชากลับจากไปงานแต่งญาติที่จังหวัดปัตตานี และมาลงรถที่สถานีขนส่งหมอชิต เพื่อจะกลับไปทำงานยังโรงงานผลิตปลากระป๋องทีบี อ.บ้านเพ จังหวัดระยอง แต่ระหว่างที่เดินอยู่ในหมอชิต เพื่อรอต่อรถนั้น นายสุรพล ได้เข้ามาสอบถามและบอกว่า หากต้องการต่อรถไประยอง จะต้องไปขึ้นรถที่อนุสาวรีย์ ซึ่งตนเองจะคิดค่าโดยสารคนละ 60บาท นายแพะเจี่ยนตกลง และเมื่อทั้งหมดขึ้นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน กข 8490 ยโสธร ของนายสุรพลไป พรรคพวกของผู้ต้องหาได้ขึ้นมานั่งประกบ ที่ด้านหน้า 1 คน
ทราบชื่อภายหลังคือ นายชัย ไม่ทราบนามสกุล และด้านหลังอีก1 คน ทราบชื่อภายหลังคือ นายวิริยะ หรือ ตี๋ ผิวบาง เมื่อผู้ต้องหาขึ้นรถมา ก็ได้แจ้งว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข่มขู่ผู้เสียหายว่าประกอบอาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาต และเรียกเงินคนละ 10,000 บาท เพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี แต่นายแพะเจี่ยนไม่มีให้ และแจ้งว่าพาสปอร์ตเพิ่งต่อมา นายวิริยะจึงตบไปที่กกหูขวาของนายแพะเจี่ยน และขู่ให้นั่งนิ่งๆ ไม่อย่างนั้นจะใช้อาวุธปืนยิง จากนั้นนายวิริยะได้ค้นทรัพย์สินผู้เสียหาย ได้เงินจากนางพอนเชียน 3,000 บาท น.ส.ซีเสร็ง 1000 บาท และน.ส.ซอกฮัวอีก 4,000 บาท และเมื่อได้เงินแล้ว นายวิริยะกับนายชัยจึงลงจากรถไป นายสุรพลจึงขับรถมาส่งที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อผู้เสียหายลงจากรถได้ จึงรีบเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.พญาไท ประกอบกับมีรถตู้โดยสารมาจอดขวางทาง ทำให้นายสุรพล ไม่สามารถหลบหนีไปได้ และถูกจับกุมในที่สุด
พ.ต.อ.ชณาวิณ กล่าวอีกว่า นายแพะเจี่ยน เล่าว่า ขณะกำลังรอรถเพื่อจะกลับไปทำงานที่บ้านเพ จังหวัดระยองนั้น นายสุรพล ผู้ต้องหา ได้เดินเข้ามาสอบถามว่าจะไปไหน จึงบอกไปตามตรง นายสุรพลจึงอ้างว่าจะต่อรถไประยองนั้นต้องไปขึ้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งผู้ต้องหาสามารถพาไปส่งได้ โดยจะคิดค่าโดยสารคนละ 60 บาท จึงตกลง และได้พาแม่กับน้องขึ้นรถไป แต่นายชัย และนายวิริยะ ผู้ต้องหาอีกสองคนนั้นได้เข้ามาประกบ พร้อมทั้งแสดงบัตรประจำตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ทำทีว่าจะมาตรวจยาเสพติด แต่ได้ปฏิเสธว่าไม่มี นายชัยและนายวิริยะจึงค้นตัว และจับหน้าอกน้องสาว โดยอ้างว่าต้องการตรวจยาเสพติด เมื่อไม่พบจึงถามถึงพาสปอร์ตกับใบอนุญาตทำงานว่ามีหรือไม่ และนี่เป็นบัตรหมดอายุ จะต้องเสียเงินคนละ 10,000บาท เพื่อแลกกับการถูกปล่อยตัว แต่นายแพะเจี่ยนบอกว่าเพิ่งไปต่อพาสปอร์ตมา นายวิริยะไม่พอใจ จึงตบเข้าที่กกหู 1 ครั้ง ทางกลุ่มผู้เสียหายจึงต่อรองเงินเหลือคนละ 2,000 บาท ภายหลังที่จ่ายไปแล้ว นายวิริยะกับนายชัยจึงหลบหนีลงแถวบริเวณวัดเสมียนนารี และนายสุรพลก็ได้นำตัวผู้เสียหายทั้งหมดมาส่งที่อนุสาวรีย์ชัย จนกระทั่งถูกจับดังกล่าว
เบื้องต้นแจ้งข้อหาปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ร่วมกันพกพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น และมิได้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับบำเหน็จบำนาญร่วมกัน ใช้หรือแสดงบัตรประจำตัวว่าตนเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนทางด้านนายวิริยะและนายชัยนั้นยังอยู่ในระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป






