ประชุม4ชาติลุ่มแม่น้ำโขง เบรกลาวสร้างดอนสะโฮง
เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) จัดการประชุมวิสามัญคณะกรรมการร่วม 4 ประเทศซึ่งมีตัวแทนระดับอธิบดีของประเทศลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งประกอบด้วยเวียดนาม กัมพูชา ลาว และไทย เข้าร่วม
จากนั้นได้มีการออกแถลงการณ์ระบุว่า ได้ประชุมเพื่อสรุปกระบวนการรับฟังล่วงหน้าเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งเริ่มอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ก.ค.2557 โดยโครงการเขื่อนจะผลิตไฟฟ้า 260 เมกะวัตต์ และจะตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงบริเวณสีพันดอนในภาคใต้ของลาว ติดพรมแดนกัมพูชา การประเมินทางเอกสารเทคนิคของเอ็มอาร์ซีระบุว่ายังขาดข้อมูลที่จำเป็น
ในแถลงการณ์ระบุว่า วันนี้ทุกประเทศส่งเอกสารตอบรับ ซึ่งเป็นถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการของแต่ละประเทศแล้ว โดยกัมพูชาระบุว่า สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของลาว แต่ก็เป็นห่วงผลกระทบทางลบที่จะเกิดขึ้นต่อกัมพูชา จึงเสนอให้ทำการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมในพื้นที่ท้ายน้ำจากโครงการเขื่อน โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อที่ติดกับหัวงานเขื่อน รวมถึงแม่น้ำโขงในกัมพูชา และทะเลสาบเขมร โดยศึกษาก่อนที่จะเริ่มดำเนินโครงการ เนื่องจากข้อเท็จจริงที่พบว่ายังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก ข้อเป็นห่วงต่างๆ ก็ยังไม่มีคำตอบ
ส่วนประเทศไทยระบุในเอกสารว่า เข้าใจในความสำคัญของโครงการเขื่อนต่อแนวทางการพัฒนาของลาว แต่ก็นำเสนอมุมมองและข้อเป็นห่วงว่าเอกสารและข้อมูลที่มีให้นั้นยังไม่เพียงพอที่จะประเมินผลกระทบข้ามพรมแดนอันอาจเกิดขึ้นกับโครงการได้ โดยเฉพาะในประเด็นการไหลของน้ำ นิเวศการประมง การอพยพของปลา การท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทย
ส่วนเวียดนาม ระบุว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการเขื่อนไฟฟ้าดอนสะโฮงควรถูกนำมาพิจารณาร่วมกันกับโครงการเขื่อนทั้งหมดที่จะสร้างบนแม่น้ำโขง และควรให้ความสำคัญต่อผลกระทบข้ามพรมแดนที่จะเกิดกับพื้นที่ปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม
"การปรึกษาหารือระดับประเทศในเวียดนามและการศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญต่างมีข้อสรุปเดียวกัน คือยังขาดข้อมูลที่จำเป็น ผลกระทบต่อพื้นที่ต่างๆ (โดยเฉพาะผลกระทบข้ามพรมแดน) ซึ่งต้องยืนยัน มาตรการบรรเทาผลกระทบที่เสนอโดยผู้พัฒนาโครงการเขื่อนยังต้องมีการพิสูจน์ และกรอบเวลา 6 เดือนนั้นสั้นเกินไป ไม่เพียงพอสำหรับการศึกษาอย่างรอบด้านและการปรึกษาหารือ"
อย่างไรก็ดี เนื่องจากเกิดความเห็นไม่ตรงกันในระหว่างประเทศสมาชิก คณะกรรมการร่วมจึงตัดสินใจยกระดับการหารือไปยังคณะมนตรีแม่น้ำโขงต่อไป









