วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลพิพากษาคดี'บีทีเอส-ผู้พิการ'พรุ่งนี้

เครือข่ายคนพิการนัดรวมตัวฟังคำพิพากษาศาลปกครองคดี "บีทีเอสกับคนพิการ" วันพุธนี้

เชื่อผลตัดสินเป็นประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อคนพิการเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียม ระบุเอ็มอาร์ทีก็มีปัญหาไม่ต่างกัน

นายสุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขาธิการมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้่ว่า วันพุธที่ 21 ม.ค.นี้ เวลา 13.30 น. ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ กรณีคนพิการฟ้องกรุงเทพมหานคร และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กรณีไม่จัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการในรถไฟฟ้าบีทีเอส

นายสุภรธรรม กล่าวว่า ในวันฟังคำพิพากษากลุ่มคนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้สนใจ จะรวมตัวเพื่อมาฟังคำพิพากษาร่วมกัน จากนั้นจะเปิดแถลงจุดยืนของเครือข่ายต่ออนาคตอิสรภาพและความเท่าเทียมในการเดินทาง เพราะการตัดสินของศาลในวันนั้นจะถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ของพวกเรา ที่ได้ต่อสู้เรื่องนี้มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ก่อนปี 2538

"นับถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 20 ปี ที่ประเทศไทยมีรถไฟฟ้า แต่คนพิการกลับไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะลิฟต์ที่จะช่วยคนพิการขึ้นไปที่ชานชาลา ทุกวันนี้รถไฟฟ้าระยะแรกทั้ง 23 สถานี มีการติดลิฟต์แค่ 5 สถานี คือ สยาม หมอชิต ช่องนนทรี สนามกีฬาแห่งชาติ และอ่อนนุช ซึ่งเป็นสถานีปลายทางและสถานีเชื่อมต่อ ทำให้คนพิการลงที่สถานีอื่นไม่ได้" นายสุภรธรรม กล่าว

เขากล่าวต่อว่า การติดตั้งลิฟต์แค่จุดเดียวโดยไม่มีจุดเชื่อมต่อการเดินทาง ทำให้เมื่อลงลิฟต์แล้ว คนพิการต้องการข้ามถนนอีกฝั่งก็ไม่สามารถทำได้ ต้องนั่งแท็กซี่ข้ามเอง ซึ่งทำให้เสียทั้งเงินและเวลา นี่คือความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น

เขากล่าวว่า ต้องการขับเคลื่อนสังคมไทยจากสังคมฐานเวทนานิยมไปสู่สังคมฐานสิทธิเพราะเป็นสิทธิที่คนพิการควรได้รับอย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไป และไม่มีควรมีการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งสิ่งที่เรียกร้องก็ตั้งอยู่บนผลประโยชน์สาธารณะไม่ใช่ของคนพิการกลุ่มเดียว

เลขาธิการมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ กล่าวว่า เหตุผลที่ผู้กำหนดนโยบายอ้างว่าติดลิฟต์ไม่ครบทุกทางออกคือ มีการลงพื้นที่เก็บข้อมูลและพบว่าบริเวณที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าไม่พบว่ามีคนพิการ จึงสร้างออกมาแค่นี้ ซึ่งเป็นหลักการคิดที่ไม่เป็นธรรม

"จำเป็นต้องทบทวนอย่างเร่งด่วน เพราะขณะนี้มีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินเกิดขึ้นทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งเท่าที่ทราบมีการสร้างจุดติดตั้งลิฟต์สถานีละ 1 ทางออกเท่านั้น ซึ่งไม่เป็นประโยชน์เพราะสุดท้ายคนพิการ หรือคนที่ต้องใช้รถเข็นทั้งคนแก่ คนท้อง ก็จะไม่สามารถใช้บริการได้ จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาเรื่องนี้ เรามีบทเรียนแล้ว ไม่ควรเกิดความผิดพลาดซ้ำซาก" นายสุภรธรรม กล่าว

ด้าน นายพิเชฎฐ์ รักตะบุตร ผู้ฟ้องคดีอีกท่านหนึ่ง กล่าวว่า การเลือกปฏิบัติไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่รถไฟฟ้าบีทีเอสเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นที่รถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ทีด้วย เพราะถึงแม้จะมีการติดตั้งลิฟต์ครบ 18 สถานี แต่จาก 60 ทางออกมีทางออกที่ติดลิฟต์เพียง 30 ทางออกเท่านั้น โดยบางสถานีมีลิฟต์แค่ทางออกเดียวเท่านั้น เช่น สถานีลาดพร้าว

ก่อนหน้านี้ศาลปกครองกลางเคยมีคำสั่งยกฟ้องคดีดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 22 ก.ย.2552 เนื่องจากกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง เพราะมีการทำสัญญาการก่อสร้างรถไฟฟ้าในปี 2539 ก่อนที่จะมีกฎกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดว่าต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการและคนชรา ได้มีผลบังคับใช้ในปี 2542