สฤณี อาชวานันทกุล กับบทเรียนที่สอนให้รู้ว่าจะอยู่อย่างเป็นสุขได้อย่างไรเมื่อต้อง ประสบเกรียน
บนเส้นทางที่เธอคนนี้เดินมานาน ทั้งนักเขียน นักแปลและนักวิชาการอิสระด้านการเงิน ดีกรีเป็นนักเรียนนอกจากมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สอนให้รู้ว่าจะอยู่อย่างเป็นสุขได้อย่างไรเมื่อต้อง ‘ประสบเกรียน’
‘ทางสายเกรียน’ คือชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่ถูกนิยามว่า “คู่มือทำความเข้าใจคนที่ไม่พยายามทำความเข้าใจ” จากสำนักพิมพ์ขวัญใจวัยรุ่นนามแซลมอน เรื่องราวในหนังสือกล่าวถึงสภาพสังคมไทย (และสังคมโลก) ที่กำลังประสบวิกฤตการณ์ที่มนุษยชาติขาดเหตุขาดผลจนกลายเป็น ‘วิกฤติเกรียน’
ความเกรียนเหล่านี้แม้ดูจะเป็นเรื่องน่ารำคาญมากขึ้นทุกๆ ที แต่ในสายตาของ สฤณี อาชวานันทกุล ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ร่วมกับ ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ความเกรียนกลับกลายเป็นสีสันอย่างหนึ่งซึ่งเธอประสบพบเจอมานานแล้ว และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน จนทุกวันนี้เรียกได้ว่าไม่มีเกรียนใดมาทำร้ายเธอได้ ทั้งยังมอบ 'ประสบการณ์’ หลายอย่างแก่เธอ
๐ตอนนี้ทำอะไรบ้าง?
ทำอยู่ 4 อย่าง เป็นอย่างนี้มาแล้ว 8-9 ปี ก็คือ เขียนหนังสือ แปลหนังสือ ทำวิจัย และสอนหนังสือ ตอนนี้มีบริษัทวิจัยก็ทำวิจัยมากหน่อย แต่จะพยายามแปลหนังสือให้มากขึ้น ในปีนี้ก็จะมีหนังสือเกี่ยวกับความยั่งยืน
๐ที่บอกว่าปัจจุบันคนใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล?
ใช้อารมณ์มานานมากแล้วค่ะ สังคมไทยเป็นสังคมที่ใช้อารมณ์มานานมากแล้วค่ะ ก็มีปัญหาเยอะมาก ส่วนหนึ่งก็ฟังดูไม่ดีที่จะโทษระบบการศึกษาตลอด แต่มันก็เป็นส่วนสำคัญ อย่างในโรงเรียนก็ไม่ค่อยสอนให้เด็กใช้เหตุผลเป็น เราโชคดีที่ไปเรียนอเมริกาตั้งแต่อายุ 14 ปี ก็ได้เห็นความแตกต่างชัดเจนมาก เทอมแรกก็เป็นเทอมที่โหดร้ายมากเพราะว่าจากเด็กที่เคยได้เกรด 4.00 ตลอด ไปถึงนู่นก็กลายเป็นมีปัญหาเรื่องภาษา
แต่ที่ชัดเจนกว่าคือวิธีการสอนของเขา เช่น ในวิชาภาษาอังกฤษก็ให้อ่านหนังสือเยอะมาก ให้อ่านนิยายแล้วไปคุยกันในห้องเรียน จำได้ว่าอ่านเข้าใจ เพราะเปิด Dictionary ตลอดเวลา จนเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น พอไปถึงโรงเรียนครูก็ถามว่าแว่นตาในเรื่องนี้เป็นสัญลักษณ์ของอะะไร และแว่นตาแตกในบทที่สามแปลว่าอะไร โอ้... ทำให้เรารู้สึกเลยว่ามันไม่ใช่อย่างที่เราคิดแล้ว
ตอนนี้เรียนจากที่เมืองไทย เราเป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก จึงรู้สึกว่าวิชาส่วนมากง่าย แต่เกลียดวิชาประวัติศาสตร์เพราะต้องท่องจำ และจำอย่างไม่รู้ความหมาย เช่น ข้อสอบออกว่าศิลาจารึกเกิดขึ้นในปี พ.ศ.ใด แล้วยังไงเหรอ ความหมายมันคืออะไร แต่พอไปอเมริกาที่นั่นทำให้ชอบประวัติศาสตร์เลย เพราะครูประวัติศาสตร์จะสอนอีกแบบหนึ่ง สอนให้เถียงกัน มันเป็นจุดที่ทำให้เข้าใจแล้วว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่จำว่าเกิดอะไรเมื่อปีไหน
๐มีอะไรมากกว่าระบบการศึกษาไหมที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยใช้เหตุผล?
คนมักพูดว่าคนเป็นอย่างไร ระบบการศึกษาก็เป็นอย่างนั้นแหละ เราไม่มีทางได้ระบบการศึกษาที่ดีไปกว่าวัฒนธรรมเรา ก็คล้ายๆ เรื่องนักการเมืองเหมือนกัน คนมักพูดว่าเราเป็นแบบนี้ก็ได้ ส.ส.แบบนี้ จะได้ใครวิเศษจากไหน ในเมื่อเราก็เป็นคนแบบนี้กัน หลายๆ สิ่งจึงประกอบกัน
นักเขียนหลายคนมักบอกว่าสังคมไทยเป็นสังคมมหรสพ เป็นสังคมที่ชอบการรื่นเริง ในแง่ดีคือเรามีทุนทางสังคมเยอะ คือเราอยู่กันเป็นหมู่คณะ เฮฮา รื่นเริง มหรสพตลอด เกิดอะไรขึ้นก็ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะ มีความสามารถมากในการปรับตัวเข้ากับหายนะต่างๆ
แต่ก็อาจทำให้เราไม่รู้จักตั้งคำถามเท่าที่ควร วัฒนธรรมการใช้เหตุผล การถกเถียง เป็นวัฒนธรรมที่สมัยใหม่พอสมควร เป็นวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ เพราเกิดจากจุดตั้งต้นคือไม่เชื่อใครง่ายๆ ก่อน ใครพูดอะไรมาก็ต้องคิดว่ามันจริงหรือไม่จริง แต่พอเราเป็นสังคมแบบเฮโลกันตามเพื่อนฝูง ไปไหนไปด้วยโดยไม่คิดว่าจะมีอะไรสลักสำคัญ พอเราไม่ซีเรียสกับประเด็นและรักพวกพ้อง จึงทำให้ไปไม่ถึงจุดที่มีแรงขับตั้งคำถามเท่าไร เพราะคิดว่าไม่เป็นไรหรอก หรือเราอาจไม่อยากทะเลาะกับเพื่อน สังคมเป็นประมาณนี้อยู่จึงไม่เกิดวัฒนธรรมถกเถียงหรือใช้เหตุผลกัน
๐เหมือนจะไม่มีทางพัฒนา?
ไม่ถึงขนาดนั้น ในแง่เด็กรุ่นใหม่เรารู้สึกมีความหวัง เพราะตอนนี้เข้าถึงเทคโนโลยีเยอะแล้ว ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลเยอะมาก เรื่องอะไรก็แล้วแต่ไม่มีทางหยุดอยู่ที่ความเห็นเดียว เด็กก็จะฉุกคิด ยกเว้นคุณจะใจแคบมากแล้วนั่งจ้องแต่ชุดข้อมูลชุดเดียวหรือฟังคนๆ เดียว
เท่าที่เห็นเด็กรุ่นใหม่กระตือรือร้นตั้งคำถามมากขึ้น แล้วหาคำตอบอย่างเป็นระบบ แต่อาจยังไม่มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพพอให้เขา เพราะในโรงเรียนก็ไม่ได้สอนเรื่องการวิเคราะห์ จึงยังเป็นอะไรที่ต้องพยายามด้วยตัวเองไปก่อน
๐ที่บอกว่าไม่มีเครื่องมือ อะไรคือเครื่องมือ?
การใช้เหตุผล การคิดเชิงวิเคราะห์ เช่น เวลาเราอ่านอะไรอย่างหนึ่งเราอาจไม่ต้องรู้เรื่องนั้นก็ได้ แต่เราต้องแยกได้ก่อนว่าส่วนไหนเป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่เราตรวจสอบได้ ส่วนไหนเป็นเรื่องความคิดเห็น เราต้องเข้าใจตรรกะแบบง่ายๆ เช่น ไอ้นี่พูดย้อนแย้งกันไหม หรือฟังใครพูดทำไมตอนต้นพูดอย่างตอนท้ายพูดอีกอย่าง ไม่เป็นเหตุเป็นผลกันเลย หรือพูดอย่างหนึ่งแล้วเหตุผลไม่สอดคล้องกันเลย นี่เป็นทักษะพื้นฐานซึ่งถ้าฝึกได้สมัยเด็กก็จะดี
แต่ถ้าเป็นเรื่องข้อเท็จจริงไม่ต้องมาเถียงกัน สมมติเราจะบอกว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก มันไม่ควรจะมาเถียงกัน ทุกเรื่องในสังคมเป็นแบบนี้หมด
๐อีกบทบาทคือนักเขียน มีทั้งกระแสตอบรับที่ดีและที่เป็นตรรกะวิบัติ?
ตรรกะวิบัติที่เจอไม่ใช่จากงานเขียน แต่เป็นเสียงสะท้อนจากโพสต์ลงเฟซบุ๊ก ถ้าใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยบางคนก็จะอีเมลมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม นี่เป็นกระแสตอบรับจากคนอ่านปกติ แต่เวลาเป็นโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊กกับทวิตเตอร์ มันเหมือนกับการคุยกัน เหมือนการได้ระบายอารมณ์ บางทีรำคาญต่อเรื่องนี้มากก็เขียนถึง
ตรรกะวิบัติส่วนมากก็เกิดจากไม่อ่านนั่นละ นี่เป็นตรรกะวิบัติที่ไม่ใช่ตรรกะวิบัติด้วยซ้ำ เป็นพื้นฐานมากคือคุณแค่ไม่อ่านน่ะ บางทีเขียนไป 15 บรรทัด ก็อ่านแค่บรรทัดแรกแล้วก็ด่าเลย ไอ้สิ่งที่คุณด่านี่นะถ้าคุณอ่านถึงบรรทัดที่ 10 ก็จะรู้อยู่แล้วนะ ไม่ต้องมาด่า มันสะท้อนว่าคนสมาธิสั้นมากและไม่มีความตั้งใจฟัง
๐ตอนที่เจอสิ่งเหล่านี้รู้สึกอย่างไร?
ชินค่ะ เพราะเล่นอินเทอร์เน็ตมานานแล้ว ประสบการณ์คุยกับคนเยอะๆ ไม่ใช่เพิ่งมี ประมาณปี 1998 เราตั้งเว็บไซต์ให้คนดาวน์โหลดเกมส์เก่า สมัยก่อนหาเกมส์เก่ายาก เว็บไซต์เราให้คนเข้ามาพูดคุยแลกเกมส์เก่ากันในนั้น ก็สนุกดีนะ ของตัวเองก็มีเกมส์หายากเหมือนกัน แล้วเว็บมันก็ขยายใหญ่มาก ใหญ่ที่สุดแล้วมั้งตอนนั้น จำได้ว่ามีสมาชิก 20,000 กว่าคน
คนที่ดาวน์โหลดเกมส์ก็น่าจะอายุสัก 14-15 ปี แล้วหลายคนคงอิจฉาที่เว็บนี้เกมส์เยอะ ก็จะเข้ามาแดกดัน ด่า เข้ามาหาเรื่อง เข้ามาเกรียน บ้าๆ บอๆ มาก ตอนนั้นก็รู้แล้วว่ามีคนแบบนี้อยู่ ก็เลยช่างมันไป มันก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเน็ตค่ะ
๐อะไรที่ทำให้ปล่อยวางเรื่องพวกนี้ได้?
น่าจะอยู่ที่ความเคยชินจริงๆ นะ ถ้าคุณอยู่ในเน็ตสักพักหนึ่ง และถ้าคุณไม่ใช่คนคิดมาก หรือหน้าด้านประมาณหนึ่ง ก็จะทำได้ แต่ถ้าเป็นคนที่คิดมาก อะไรนิดหนึ่งก็เก็บไปคิด ก็จะยาก แต่เราไม่ใช่คนแบบนั้นไง ไม่คิดมาก ช่างมัน คิดอะไรก็เรื่องของมัน เพราะในโลกออนไลน์จะแรงกว่าในโลกจริง ทำผิดก็ผิดไปไม่ต้องเจอหน้ากัน มันมีปัจจัยเยอะแยะไง พวกนี้ 99 เปอร์เซ็นต์เวลาเจอหน้าเขาไม่ทำอะไรหรอก อาจเรียบร้อย หรืออาจรู้สึกก็ได้
๐ทุกวันนี้ประสบกับเกรียนอยู่ไหม?
ไม่ค่อยเจอแล้ว อันที่จริง เจอดีกว่าไม่เจอนะ วัฒนธรรมเกรียนๆ ทำให้เรารู้ว่าคนมีหลากหลายจริงๆ ควรจะพยายามคุยกับเขานั่นแหละ บางคนเข้ามาพิมพ์มายาวมากเลยเขาไม่ได้ก็อปปี้มาจากคนอื่น อย่างนี้เขาอุตส่าห์ เราก็ให้เกียรติ ก็พยายามตอบเขา
เราว่าคงเป็นเพราะสถานการณ์ด้วย เพราะช่วงที่ถกเถียงกันเยอะถล่มทลายคงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทัศนคติทางการเมือง กลายเป็นเป้าทันที คนไม่ต้องเดาไงว่าคิดแบบนี้ คนที่ไม่เห็นด้วยก็ด่า คนที่เห็นด้วยก็ให้กำลังใจ แต่คนที่ให้กำลังก็ให้กำลังใจแล้วไปเลย แต่พวกที่ด่าก็ถล่มทลายต่อเนื่อง พยายามจะให้เปลี่ยนใจให้ได้ (หัวเราะ) ทีนี้พอเขารู้ว่าเราคงไม่เปลี่ยนใจหรอกก็พอ บางคนก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมเราคิดแบบนั้นก็เลยหายไป หรืออาจจะเบื่อแล้ว
๐ถกเถียงจะนำไปสู่ทะเลาะไหม?
การทะเลาะในอินเทอร์เน็ตเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลานานมาก คนที่เขาไม่ยอมแพ้เขาจะเข้ามาตลอดเวลา เคยพยายามแล้วเหนื่อยมาก เราคิดว่าเขาไม่มีงานทำเลยเหรอ ส่วนมากเราก็จะยอมแพ้แล้วบอกว่า "โอเคค่ะ ถ้าคิดอย่างนั้นก็ไปแล้วนะ" แต่นั่นก็เพราะเป็นนิสัยของคนในอินเทอร์เน็ต คือ ต้องมี last word ให้ได้ ต้องเป็นผู้จบการสนทนาได้ อีกคนก็จะไม่ยอมไง ก็วนอยู่แค่นั้นแหละ มันก็ตลกดี และทำให้เห็นวัฒนธรรมไทยได้ดีทีเดียว
...
บอกแล้วว่าไม่มีเกรียนใดทำร้ายเธอคนนี้ได้ เพราะเธอคือ 'ผู้ก้าวพ้นวิกฤติเกรียน'






