วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดผลศึกษายกเลิกแร่ใยหิน-รัฐเยียวยาอ่วม

เปิดผลศึกษายกเลิกแร่ใยหิน พบหากเร่งประกาศเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ส่งผลกระทบมหาศาล

ต้องรื้อหลังคาอาคารบ้านเรือน-ท่อน้ำประปาทั้งประเทศ ชี้แนวทางใช้ก.ม.กรมโรงงาน ยกเลิกภายใน 2-5 ปี ส่งผลกระทบน้อยกว่า

แหล่งข่าวจากคณะรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้กลับไปทบทวนเรื่องการขึ้นทะเบียนแร่ใยหินเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ว่า ที่ประชุม ครม.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปทบทวนถึงผลดี ผลเสีย และแนวทางเยียวยาแก้ไขถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ตามหลักฐานข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

ทั้งนี้จากการพิจารณาในเบื้องต้นเห็นว่าหากกำหนดให้แร่ใยหินเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 จะกระทบกับประชาชนอย่างกว้างขวาง เนื่องจากตามกฎหมายได้ระบุอย่างชัดเจนว่าวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 จะต้องห้ามนำเข้า ส่งออก ผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองอย่างเด็ดขาด ดังนั้นหากประกาศใช้จริงประชาชนที่ใช้หลังคากระเบื้อง หรือวัสดุก่อสร้างต่างๆที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหิน จะต้องรื้อถอนออกทั้งหมด และรัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น

ดังนั้น จึงเห็นว่าควรดำเนินการไปตามแนวทางมติ ครม. เดิมที่ให้กำหนดให้มีกรอบเวลาการยกเลิกนำเข้าแร่ใยหินภายใน 2-5 ปี ตามชนิดของผลิตภัณฑ์ โดยกลุ่มแรกกระเบื้องแผ่นเรียบและกระเบื้องยางปูพื้น ให้ยกเลิกใช้แร่ใยหินเป็นวัตถุดิบภายใน 2 ปี และกลุ่มที่ 2 กลุ่มกระเบื้องมุงหลังคา ผ้าเบรก และคลัตช์ ท่อซีเมนต์ใยหิน กำหนดให้ยกเลิกใช้แร่ใยหินเป็นวัตถุดิบภายใน 5 ปี แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่จะต้องหาวัสดุอื่นมาทดแทนได้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งในแนวทางนี้จะใช้ พ.ร.บ.กรมโรงงานในการห้ามนำเข้าแร่ใยหิน เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนปรับตัว และส่งผลต่อประชาชนน้อยที่สุด

สำหรับแร่ใยหินที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแอมฟิโบล แบ่งย่อยออกได้เป็น 5 ชนิด และกลุ่มเซอร์เพนไทน์ มี 1 ชนิด ซึ่งในกลุ่ม แอมฟิโบล กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีประกาศให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามนำเข้า ผลิต หรือมีไว้ในครอบครองมานานแล้ว และหลายประเทศทั่วโลกต่างก็ห้ามนำเข้า เพราะมีส่งผลต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ส่วนแร่ใยหินในกลุ่มเซอร์เพนไทน์ มีอันตรายน้อยกว่ามากเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 จะต้องขออนุญาตก่อนการนำเข้า หากไม่ได้อยู่ในโรงงานผลิต หรืออยู่ในกระบวนการกำจัดวัสดุที่มีแร่ใยหินชนิดนี้ ก็แทบจะไม่มีอันตราย และทั่วโลกต่างก็ยังยอมรับให้ใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้

"ที่ผ่านมาได้มีการผสมแร่ใยหินในกระเบื้องมุงหลังคา และวัสดุก่อสร้างต่างๆมานานมาก และตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ก็รองน้ำฝนจากหลังคามุงกระเบื้อง และใช้น้ำประปาจากท่อน้ำที่มีส่วนประกอบแร่ใยหินมาตลอด ก็ยังไม่มีใครได้รับอันตราย โดยตัวเลขที่หลายฝ่ายนำมากล่าวอ้าง จะเป็นผู้ป่วยที่เป็นคนงานในโรงงานวัสดุก่อสร้างที่ใช้แร่ใยหินและไม่มีการป้องกันที่ดี ส่วนประชาชนทั่วไปที่ใช้ผลิตภัณฑ์ ยังไม่มีข้อมูลตัวเลยใดมายืนยันเลยว่าได้รับอันตราย" แหล่งข่าวกล่าว

โดยผลการศึกษาของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ยังมีช่วงโหว่อีกมาก เพราะตามรายงานที่เสนอเข้าที่ประชุม ครม. ได้ยกกรณีศึกษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเยื่อหุ้มปอดในประเทศไทยเพียง 12 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยมีประวัติเกี่ยวข้องในการสัมผัสใยหิน 5 ราย จากในโรงงาน และการรื้อถอนวัสดุที่มีแร่ใยหิน ไม่ได้มีข้อบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าเกิดมะเร็งจากแร่ใยหิน ซึ่งตัวเลขกลุ่มตัวอย่าง 12 ราย จากทั้งประเทศเป็นสัดส่วนที่น้อยมากจนมีน้ำหนักไม่เพียงพอ ซึ่งหากใช้ตัวเลยเพียงแค่นี้ประกาศยกเลิกโดยทันที ก็จะส่งผลเสียต่อประเทศอย่างมหาศาล และในปัจจุบันประเทศส่วนใหญ่รวมทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็ยังคงใช้สินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินในกลุ่มเซอร์เพนไทน์อยู่

ทั้งนี้ผู้ประกอบการต่างๆ ก็อยู่ระหว่างการนำวัสดุทดแทนต่างๆมาใช้แทนแร่ใยหินให้ได้มากที่สุด แต่ก็ต้องใช้เวลา และสินค้าบางชนิด เช่น ท่อซีเมนต์น้ำประปา ก็ยังไม่มีวัสดุชนิดใดเข้ามาทดแทนได้ เพราะท่อประปาเหล่านี้ต้องทนแรงกดดันสูง และมีความยืดหยุ่นไม่แตกหักง่าย ส่วนสินค้าจำพวกกระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องแผ่นเรียบ บางส่วนก็สามารถนำวัสดุอื่นมาทดแทนแร่ใยหินได้แล้ว แต่คุณสมบัติกระเบื้องเหล่านี้จะต่ำกว่ากระเบื้องที่ใช้แร่ใยหินมาก เช่น ในเรื่องความแข็งแรง กระเบื้องที่ใช้แร่ใยหินจะมีความแข็งแรง 320 กิโลกรัม/ตารางมิลลิเมตร แต่ถ้าไม่ใช้แร่ใยหินจะมีความแข็งแรง 160 กิโลกรัม/ตารางมิลลิเมตร ใช้แร่ใยหินมีอายุการใช้งาน 70 ปี แต่ถ้าไม่ใช้จะมีอายุใช้งาน 3-5 ปี ส่วนราคานั้น กระเบื้องที่ไม่ใช้แร่ใยหินจะมีราคาสูงกว่าประมาณ 10%

ส่วนกรณีที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่อยู่ระหว่างการวิจัยในการนำหินบะซอลมาผลิตเป็นวัตถุดิบใช้ทดแทนแร่ใยหินนั้น ขณะนี้อยู่ในห้องทดลอง ยังไม่เคยนำมาทดสอบในสภาวะการใช้งานจริง และยังมีราคาสูงกว่า 1 เท่าตัว รวมทั้งยังไม่ผ่านการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งหากรีบนำมาใช้อย่างไม่รอบคอบ ก็อาจจะส่งผลกระทบในวงกว้างได้

สำหรับกระบวนการยกเลิกการใช้แร่ใยหินที่ผ่านมานั้น เริ่มจากในวันที่ 12 ม.ย. 2554 ครม.มีมติให้กระทรวงอุตสาหกรรมไปศึกษาแนวทางการยกเลิกการใช้แร่ใยหิน และผลกระทบ ซึ่งทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชศึกษา ในเดือนมิ.ย.2556 กระทรวงอุตสาหกรรมได้สรุปเสนอต่อ ครม.ว่าควรจะกำหนดกรมยกเลิกการใช้แร่ใยหินภายใน 2-5 ปี ตามประเภทของอุตสาหกรรม แต่เกิดการยุบสภาเรื่องดังกล่าวก็ถูกตีกลับมาอีกครั้ง และเมื่อเดือนธ.ค.2557 ได้เสนอเข้าที่ประชุม ครม.อีกครั้ง ซึ่งที่ประชุมก็ได้มอบหมายให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบ โดยมีกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณา