ครม.เห็นชอบร่างพรบ.เครื่องสำอางฉบับใหม่ เพิ่มโทษหนักกว่าเดิม5-10เท่า คุมเข้มข้อความโฆษณาโอ้อวด
นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงความคืบหน้าการเสนอร่างกฎหมายของ สธ. ว่า กฎหมายที่ สธ.เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีทั้งหมด 28 ฉบับ แบ่งเป็น ร่าง พ.ร.บ.ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 8 ฉบับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 4 ฉบับ กรมควบคุมโรค 3 ฉบับ กรมอนามัย 3 ฉบับ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 1 ฉบับ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2 ฉบับ และสภาวิชาชีพและสถาบันต่างๆ รวม 4 ฉบับ โดยร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ... เป็นกฎหมายฉบับแรกที่ผ่าน ครม.เมื่อปี 2557 ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2558 ครม.ได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. ..ตามที่ สธ.เสนอ
ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2535 ถือว่าเป็นกฎหมายที่เก่าและล้าสมัยมาก ประกอบกับภูมิภาคอาเซียนมีข้อตกลงเรื่องเครื่องสำอางที่จะต้องมีระบบการควบคุมเหมือนกันทั้งหมด จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวระบบ โดยสาระสำคัญในกฎหมายฉบับใหม่ที่เพิ่มขึ้นมี 5 ด้าน คือ 1.การอนุญาตให้ผสมสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง เฉพาะการส่งออกขายต่างประเทศได้เท่านั้น ซึ่งกฎหมายเดิมได้ห้ามไว้ ทำให้เกิดผลกระทบ เนื่องจากสารห้ามใช้ที่ประเทศไทยกำหนด บางประเทศอนุญาตให้ใช้ได้ โดย อย.จะอนุมัติเลขที่การจดแจ้งสำหรับการผลิตเพื่อส่งออก ไม่รวมการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ จะช่วยให้มูลค่าเศรษฐกิจประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการส่งออก ซึ่งแต่ละปีมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ส่วนการผลิตและจำหน่ายในประเทศมีมูลค่าประมาณ 1.5 แสนล้านบาท
2.หนังสือรับรองผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่างๆ เช่น มาตรฐานการผลิต จะกำหนดลงไปในกฎหมายชัดเจนว่าสามารถขอได้อย่างเป็นทางการ เป็นผลดีต่อการส่งออกจะทำให้ประเทศคู่ค้าเชื่อถือในผลิตภัณฑ์มากขึ้น 3.ผู้ประกอบการสามารถอุทธรณ์ได้ในกรณีที่ อย.ปฏิเสธการออกใบสำคัญหรือหนังสือรับรองต่างๆ ซึ่งกฎหมายเดิมไม่ให้มีการอุทธรณ์ 4.การคุ้มครองผู้บริโภค จะให้ผู้ประกอบการและผู้ผลิตต้องส่งรายงานอาการที่ไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการแพ้เครื่องสำอางเข้ามาด้วย จากเดิมไม่ต้องรายงาน โดยหากพบว่าผลิตภัณฑ์มีปัญหาก็จะให้อำนาจเลขาธิการ อย.สั่งเรียกเก็บคืนสินค้าที่ไม่ปลอดภัย รวมถึงสั่งให้ปรับแก้ไขโฆษณาที่มีข้อความการโอ้อวดเกินจริงหรือเป็นเท็จ และเอาผิดโทษตามกฎหมาย ซึ่งจะทำให้กระบวนการรวดเร็วขึ้น
และ 5.เรื่องบทลงโทษ โดยภาพรวมจะมีการเพิ่มโทษ 5-10 เท่า อาทิ กรณีเครื่องสำอางที่ไม่มีการจดแจ้งเดิมมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน กฎหมายใหม่จะจำคุกไม่เกิน 6เดือน ส่วนโทษปรับเป็นอำนาจของเลขาธิการอย.ในการเปรียบเทียบปรับ จากเดิมต้องนำเข้าสู่การพิจารณาคณะกรรมการเครื่องสำอาง ซึ่งในการเปรียบเทียบปรับอย.จะมีหลักเกณฑ์ในการปรับเป็นขั้นๆ เช่น ความผิดครั้งที่ 2 ปรับสูงกว่า ครั้งที่ 1 เป็นต้น
“ในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค เดิมเป็นอำนาจของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอบผู้บริโภค (สคบ.) แต่กฎหมายฉบับใหม่จะให้อำนาจเรื่องนี้มาให้ อย.ดูแล รวมถึง เรื่องการควบคุมโฆษณาที่โอ้อวดเกินจริงด้วย จะทำให้การทำงานรวดเร็วขึ้น อย.สามารถมอบอำนาจให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)ดำเนินการได้ ซึ่งในการควบคุมโฆษณาจะยังยึดหลักเดิมไม่ต้องขออนุญาต แต่ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบข้อความที่ใช้ไม่ให้โอ้อวดเกินจริง โดยอย.เตรียมเสนอข้อความที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในการโฆษณาเครื่องสำอางเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการเครื่องสำอาง ก่อนนำประกาศในราชกิจจานุเบกษา เช่น ข้อความที่แสดงสรรพคุณบำบัด บรรเทา รักษาโรค หรือ เปลี่ยนแปลงการทำงานของโครงสร้างอวัยวะต่างๆในร่างกาย เพราะเครื่องสำอางจะเกี่ยวข้องกับการเสริมความงามและทำความสะอาดร่างกายภายนอกเท่านั้น ไม่ใช้รักษาโรค”ภก.ประพนธ์กล่าว






