วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อัดสธ.ใส่ร้ายรพ.ขาดทุนไม่เกี่ยวงบบัตรทอง

สปสช.อัดสธ.ใส่ร้าย ยันรพ.ขาดทุนไม่เกี่ยวการจัดสรรงบบัตรทอง ระบุระบบเดิมมีกลไกลแก้ปัญหา ปี58ใช้4แนวทางเข้าช่วย

ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) พร้อมด้วย นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาฯสปสช. นพ.วีระวัฒน์ พันธ์ครุฑ รองเลขาฯสปสช. และนพ.พีรพล สุทธิวิเศษศักดิ์ รองเลขาฯสปสช. ร่วมกันแถลงข่าว เรื่อง “สปสช.ชี้แจงการบริหารกองทุนบัตรทอง” โดยนพ.วินัย กล่าวว่า สปสช.กูกกล่าวหาและใส่ร้ายมาหลายเวที โดยพยายามอดทัน จนเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ใส่ร้ายสปสช.ในหลายประเด็น ถ้าสปสช.ไม่ชี้แจงจะเท่ากับยอมรับการใส่ร้าย

ประเด็นที่ 1.ใส่ร้ายว่าสปสช.บริหารห่วย ไม่มีธรรมาภิบาล โดยเฉพาะในเรื่องที่สปสช.โอนเงินไปให้รพ.ในวันที่ 27 ก.ย. 2555แล้วโอนเงินจำนวนดังกล่าวกลับมาสปสช.ในเดือนธันวาคม ข้อเท็จจริง คือ รพ.ไม่เคยต้องถอนเงินแล้วส่งเงินให้สปสช. เป็นการโอนเงินล่วงหน้าไปให้รพ.ตามที่มีการประเมินค่าใช้จ่ายในส่วนของงบฯผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกในปีก่อนหน้า ถ้ารพ.ใช้ไม่หมดในปีก่อนหน้าปีต่อมาก็จะใช้วิธีการหักลบกลบหนี้ ซึ่งมีประมาณ 4,500 ล้านบาท ไม่ได้มีการสั่งให้มีการโอนเงินกลับ ข้อมูลนี้ปลัดอาจรู้น้อยหรือไม่เข้าใจ ไม่ใช่สปสช.ไม่มีธรรมาภิบาล

2.การที่ระบุว่าสปสช.มีการโอนเงินให้องค์กรอื่นที่ไม่ใช้หน่วยบริการเป็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์นั้น ในการจัดสรรงบส่วนนี้มีระเบียบรองรับและสามารถดำเนินการได้ 3.ใส่ร้ายว่าสปสช.บริหารกองทุนย่อยทำให้รพ.ขาดทุนและมีเงินค้างท่อ ขอแจงว่าการบริหารกองทุนย่อยคำนึถึงการเข้าถึงบริการของประชาชนเกี่ยวกับโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงต่างๆ 4.กล่าวหาว่าสปสช.ทำให้หอมอนามัยกลายเป็นหมอหน้าจอ คีย์ข้อมูลเพื่อสอยเงิน อยากชี้แจงว่าข้อมูลส่วนใหญ่ที่หมออนามัยต้องทำเป็น 43 แฟ้มตามที่สธ.กำหนด และไม่อยากให้ปลัดสธ.ส่งสัญญาณว่าข้อมูลไม่สำคัญ ทั้งที่ข้อมูลมีความสำคัญมาก เพราะฉะนั้นสธ.ต้องจัดทำระบบให้ทันสมัยให้ได้ข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และวางแผน

นพ.วินัย กล่าวอีกว่า กรณีที่รพ.ขาดสภาพคล่องทางการเงินหรือขาดทุนนั้น ต้องพิจารณาทั้งในฝั่งของรายรับและรายจ่าย ในส่วนของรายรับรพ.จะได้รับจากกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ และเก็บตรงจากคนไข้ และฝั่งรายจ่ายเป็นความรับผิดชอบในกลไกการบริหารของสธ. ที่มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นทั้งการปรับลูกจ้างชั่วคราวเป็นพนักงานสธ. การจ่ายค่าแรงเพื่อเป็นวันละ 300 บาทหรือเดือนละ 15,000 บาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายจ่าย และมีอีกหลายรพ.ที่เมื่อเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการแล้วทำให้สถานภาพทางการเงินดีขึ้น การใส่ร้ายสปสช.ทำให้รพ.ขาดทุนจึงไม่ใช่ อย่าไรก็ตาม การแก้ปัญหารพ.ขาดสภาพคล่องทางการเงินในระยะยาว สปสช.จะเสนอรมว.สธ.ให้ตั้งคณะกรรมการกลางมาวิเคราะห์ปัจจัย สาเหตุและแนวทางในการแก้ปัญหา โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม

ต่อข้อถาม กลไกการจัดสรรงบบัตรทองไม่ได้ทำให้รพ.ขาดทุนใช่หรือไม่ นพ.วินัย กล่าวว่า รพ.ในพื้นที่ห่างไกล ถิ่นทุรกันดารหรือมีประชากรน้อย การจัดสรรงบฯในรูปแบบที่เป็นอยู่อาจเป็นปัญหา แต่สปสช.มีกลไกเสริมให้กับรพ.เหล่านี้เพื่อช่วยแก้ปัญหารพ.ขาดสภาพคล่องทางการเงินอยู่แล้ว โดยปีงบประมาณ 2558 สปสช.มีกลไกการแก้ปัญหาขาดสภาพคล่องใน 4 ส่วน ได้แก่ 1.เงินสำหรับจ่ายให้รพ.ในถิ่นทุรกันดาร 500 ล้านบาท 2. ค่าตอบแทนบุคลากร 3,000 ล้านบาท จัดให้รพ.ที่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง 3. กันเงินเดือนไว้ประมาณ 1,800 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหา และ4.จัดสรรเงินผู้ป่วยนอกให้เขตกระจายช่วยรพ.ที่ขาดสภาพคล่อง

นพ.ประทีป กล่าวว่า การจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่หน่วยบริการสามารถทำได้ไม่ผิดวัตถุประสงค์แต่อย่างใด โดยงบที่จัดสรรให้หน่วยบริการราว 1.4 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 99 %ของงบประมาณทั้งหมด อีกส่วนเป็นงบส่งเสริม สนับสุนการจัดบริการสาธารณสุข ซึ่งเงินที่จัดสรรให้มูลนิธิและหน่วยงานอื่นๆอยู่ในส่วนนี้ ปีงบประมาณ 2557 เป็นจำนวนประมาณ 587 ล้านบาท คิดเป็น 0.42 %ของงบทั้งหมด โดยจัดสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) กรมต่างๆในสธ. สสจ.และสสอ.และมูลนิธิต่างๆ