วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หนุนปรับระบบจัดสรรงบบัตรทองใหม่

ผอ.รพช.ฉายสภาพรพ.รัฐ หนุนปรับระบบจัดสรรงบบัตรทองใหม่ วางกรอบจัดสรรเงินระดับเขต ช่วยแก้ปัญหาการเงิน

นพ. สุขสันติ พักธรรมนัก ผอ.รพ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี กล่าวว่า ปัญหาที่แท้จริงของการจัดสรรงบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง ตั้งแต่ปี 2544-2557 คือการผูกรวมเงินเดือนของข้าราชการไว้ในงบเหมาจ่ายรายหัว ทำให้สถานบริการในระดับจังหวัด อำเภอ ซึ่งมีประชากรเบาบาง แต่มีข้าราชการมาก และฐานเงินเดือนสูง เมื่อนำมาหักกับเงินเหมาจ่ายรายหัวแล้วบางจังหวัดติดลบ คือเงินจากงบบัตรทองไม่พอจ่ายเงินเดือนข้าราชการในจังหวัด เมื่องบบัตรทองไมมี หรือไม่พอ การบริการของสถานบริการ จะเอาเงินจากไหนมา ซื้อยา เวชภัณฑ์ เวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยามาให้บริการประชาชน ทั้งค่าสาธารณูปโภค ค่าเวรแพทย์ พยาบาล บุคลากรที่ปฏิบัติงานให้บริการ นอกเวลาราชการ หลังจากที่งบบัตรทองไม่เพียงพอ สถานบริการต้องเริ่มนำเงินที่สะสมไว้นำออกมาใช้จ่ายเพื่อบริการประชน ทำให้รพ.ชุมชน(รพช.) กว่า 100 แห่งจาก 800 กว่าแห่งและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) 2,900 แห่งจากกว่า 8,000 แห่ง มีปัญหาขาดสภาพคล่อง

ยกตัวอย่าง จ.สิงห์บุรี มีประชากรสิทธิ์บัตรทอง 140,000 คน. ได้รับงบบัตรทอง ทั้งจังหวัด 359 ล้านบาท ข้าราชการสสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ของจ.สิงห์บุรี มี 3,000 คน หักเงินเดือน61% ออกจากงบบัตรทอง เป็นเงินที่ต้องนำไปหักออกจากงบบัตรทองที่ 324 ล้านบาท ทั้งจังหวัดเหลือเงินบริหารเพื่อบริการประชาชนสิทธิ์บัตรทองทั้งปี เพียง 35 ล้านบาท ชึ่งจำเป็นต้องมีเงินมาเพิ่มในระบบ ปีละไม่ต่ำากว่า 180 ล้านบาท รวมเป็น220 ล้าน เพื่อให้สถานบริการสาธารณสุขทุกแห่งให้บริการประชาชนได้ดี มีประสิทธิภาพ ปัจจุบันจ.สิงห์บุรีได้รับงบเพิ่มเติมมาแก้ปัญหาอีกเพียงปีละ 80-90 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอ ทำให้สถานบริการ 5ใ น 6 แห่งติดลบ อยู่ในภาวะวิกฤติทางการเงินระดับ1 จำนวน 4 แห่ง ระดับ7จำนวน1แห่ง ระบบการบริหารงบบัตรทองจึงควรต้องเปลี่ยนแปลง

นพ.สุขสันติ กล่าวอีกว่า หากมองในระดับเขตจ.สิงห์บุรีเป็น 1ใน8 จังหวัดของเขต4 ที่ประกอบไปด้วย จ.สระบุรี ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี อยุธยา อ่างทอง นครนายก และสิงห์บุรี โดย 3 จังหวัดหลังเป็นจังหวัดขนาดเล็ก ประชากรน้อย งบบัตรทองไม่พอเมื่อหักเงินเดือนออก สถานะภาพเหมือนจ.สิงห์บุรี แต่อีก5 จังหวัด เป็นจังหวัดใหญ่ประชากรหนาแน่น เมื่อเข้าเป็นเขตสุขภาพ จังหวัดใหญ่จะสามารถปรับเกลี่ยงบมาช่วยจังหวัดเล็กได้ ซึ่งเขต4 มีประชากร2.9 ล้าน ได้รับงบบัตรทองทองทั้งเขตที่ 7,500ล้านบาท หักเงินเดือนระดับเขตที่ 3,600 ล้านบาท เหลืองบบริหาร 3,900 ล้านบาท ถ้าวางกรอบการบริหารจัดการงบบัตรทองระดับเขต จะทำให้ 3 จังหวัดขนาดเล็ก พ้นภาวะวิกฤติทางการเงินได้จากการเกลี่ยงบประมาณภายในเขต

ข้อเสนอการจัดสรรงบประมาณขาลงงบบัตรทองใหม่ คือ 1. ไม่ควรนำเงินเดือนข้าราชการสธ.มาร่วมอยู่ในงบบัตรทอง ควรแยกออกไปตามพรบ.เงินเดือนของกระทรวงการคลังเหมือนเดิม สำหรับในช่วงเปลี่ยนผ่านให้ตัดเงินเดือนในระดับเขตเพื่อให้สามารถปรับเกลี่ยกันภายในเขต 2. ส่งเสริมให้เกิดการช่วยเหลือกันของสถานบริการภายในเขตบริการสุขภาพ ซึ่งจะทำให้เกิดภาพโรงพยาบาลใหญ่ช่วยโรงพยาบาลเล็ก คุณภาพมาตรฐานบริการก็จะเกิดขึ้น สอดรับกับความต้องการของประชาชน และ 3. ระบบการเงินการคลังต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อสนับสนุนให้สถานบริการสามารถให้บริการได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดสภาพคล่องทางการเงิน และสถานบริการจะได้รับรู้ถึงรายรับที่แน่นอน สามารถวางแผนงบประมาณได้

ด้านนพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผอ.รพ.อุ้มผาง จ.ตาก กล่าวว่า รพ.อุ้มผาง ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่กันดารระดับ ๒ มีประชากรจากการสำรวจ 67,687 คน รวมชาวบ้านตะเข็บชายแดนด้วยแล้ว มีสิทธิบัตรทองจำนวน 25,099 คน ประกันสังคม 1,542 คน ข้าราชการ 1,312 คน บุคคลที่มีปัญหาสถานะ 5,352 คน ไม่มีหลักประกันสุขภาพ 34,382 คน ซึ่งเป็นจำนวนมากกว่าครึ่งของประชากรทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ยากจนและอยู่ในพื้นที่กันดารห่างไกลจากโรงพยาบาลมาก นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ที่มีโรคติดเชื้อประจำถิ่นที่รุนแรงถึงชีวิตได้ เช่น มาลาเรีย ไข้ไทฟัส ไข้กาฬหลังแอ่น อหิวาตกโรค วัณโรค ฯลฯ ปัญหาหลักด้านสาธารณสุขของชาวบ้านที่นี่ คือ การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ โดยรพ.อุ้มผางต้องรับผิดชอบในฐานะที่เป็นสถานบริการหลักในการดูแลเครือข่ายทั้งอำเภอ เพราะมีทรัพยากร บุคลากร และศักยภาพสูงที่สุดในอำเภอนี้

“ โรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายในการดูแลประชาชนทั้งหมดในทุกมิติของงานด้านสาธารณสุขเกิดขึ้นมาก แต่มีประชากรที่มีสิทธิในหลักประกันสุขภาพเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งไม่มีหลักประกันสุขภาพ แถมยังอยู่ห่างไกล ทำให้มีต้นทุนให้บริการสูงกว่าธรรมดา รพ.พยายามบริหารทรัพยากรที่มีทั้งหมดอย่างเต็มที่ เหมือนอุดรูรั่วของโอ่งน้ำ และพยายามหาทรัพยากรเพิ่มเติม เช่น ขอรับบริจาคยาขยะจากที่ต่าง ๆ เพื่อมาใช้ในโรงพยาบาล ทำไบโอดีเซลจากการขอบริจาคน้ำมันพืชใช้แล้วจากทั่วทุกแห่ง ใช้เติมรถอีต๊อกซึ่งเป็นรถส่งต่อของสุขศาลาที่อยู่ไกล ๆ ให้ส่งต่อผู้ป่วยได้ แต่ถึงแม้ว่าจะพยายามบริหารทรัพยากรอย่างเต็มที่แล้ว ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น ทำให้รพ.อุ้มผาง มีปัญหาสถานะทางการเงินระดับรุนแรงที่สุด และต้องของบสนับสนุนการดำเนินงานจากทุกหน่วยงานมาตลอด ไม่มีมาตรการแก้ปัญหาระยะยาวเป็นอย่างนี้มาตลอด12 ปี ตั้งแต่มีโครงการบัตรทอง”นพ.วรวิทย์กล่าว

นพ.วรวิทย์ กล่าวอีกว่า ข้อเสนอ คือ 1.สปสช. ควรยอมรับความจริงว่า มีir.ที่ต้องให้บริการตามหลักมนุษยธรรมอยู่ในประเทศไทยและไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยการบริหารการเงินแบบเดิมซึ่งใช้มากว่า 12 ปีโดยใช้หลักเอาเงินเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง จนเปลี่ยนวัฒนธรรมของบุคลากรสาธารณสุขที่เคยใช้ใจ เป็นตัวกลางในการสื่อสารกับผู้ป่วย มาเป็นเงินหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ แทน 2. ขอให้จัดสรรเงินดำเนินการให้กับir.ต่าง ๆ ให้ดำเนินการได้ โดยเฉพาะรพ.ที่ประสบปัญหาการเงินอย่างเรื้อรัง และใช้หลักการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของโรงพยาบาลแต่ละระดับด้วย และ3.ขอให้ผู้เห็นต่างกับแนวทางที่สธ.เสนอนี้ ให้ช่วยเสนอแนวทางแก้ปัญหาให้สถานบริการที่ประสบปัญหาด้วย เพราะไม่ได้ประสบปัญหาด้วยตนเอง ก็เลยไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการติที่ไม่สร้างสรรค์