เขียนผ้าขาวด้วยดินสอสีรุ้ง

เขียนผ้าขาวด้วยดินสอสีรุ้ง

ครูปุ๊กปิ๊กแห่งกลุ่มดินสอสีรุ้ง กับภารกิจสอนหนังสือให้เด็กเร่ร่อน แต่งแต้มสีสันบนผืนผ้าสีขาวให้สมบูรณ์

ภาพเด็กเร่ร่อนอาจทำให้หลายคนรู้สึกสะเทือนใจ แต่จะมีสักกี่คนที่ไม่เพียงมองดูเด็กๆ เหล่านั้นทว่าเลือกที่จะเดินเข้าไปหาแล้วหยิบยื่นโอกาสให้พวกเขา เหมือนอย่างที่ ชานนท์ เครือด้วง หรือที่เด็กๆ เรียกกันว่า "ครูปุ๊กปิ๊ก" ได้ทำมาจนบัดนี้ก็กว่าหกปีแล้วภายใต้ชื่อกลุ่ม "ดินสอสีรุ้ง"
ย้อนกลับไปราวหกปีก่อน ปุ๊กปิ๊กเป็นเพียงนักประชาสัมพันธ์ที่ทำงานหาเงินตามประสา เขามีหน้ามีตาในสังคมที่หรูหราฟู่ฟ่าอย่างที่นักประชาสัมพันธ์ส่วนมากเป็น เรียกได้ว่าเขาอยู่ท่ามกลางความพร้อมและความสุขจนเอ่อล้น
กระทั่งวันที่เขาขับรถผ่านไปที่แยกอุรุพงษ์ ภาพเด็กเร่ร่อน เด็กขายพวงมาลัย สะกิดใจเขาและที่แยกนั้นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการให้ที่ทุกวันนี้เติบโตและงดงาม

๐ จุดเริ่มต้นของดินสอสีรุ้ง?
เราขับรถผ่านตรงแยกอุรุพงษ์ก็เห็นเด็กๆ แล้วสงสัยว่าทำไมต้องมาขอทาน ทำไมต้องมาขายพวงมาลัย ทำไมไม่ไปเรียนหนังสือ มันเกิดจากความสงสัยของเราก่อน ก็เลยลงไปเดินดูและนั่งคุยว่าสนใจอยากเรียนหนังสือหรือเปล่า
เขาอยากเรียนนะแต่ไม่มีเวลา เพราะต้องขายพวงมาลัย ต้องทำนู่นนี่นั่น เลยบอกเขาว่าถ้าพี่มาสอนล่ะ อยากเรียนไหม เด็กก็ตอบว่าอยาก ก็เลยถามเขาว่าขายพวงมาลัยเสร็จกันกี่โมง เขาต้องขายตั้งแต่เช้าจนถึงประมาณหนึ่งทุ่ม เลยตกลงกับเขาว่าหลังจากหนึ่งทุ่มแล้วพี่จะมา
แรกๆ เราก็ใช้วิธีซื้อขนม ก็บอกเด็กๆ ว่าถ้ามาเรียนกับพี่จะมีเลี้ยงขนมนะ มีเลี้ยงข้าวนะ ให้ไปชวนเพื่อนๆ มาได้เลย พวกเขาก็ไปชวนเพื่อนๆ มาได้เจ็ดคน เราก็เริ่มสอนเลยตั้งแต่หนึ่งทุ่มเสร็จประมาณสามทุ่มครึ่ง กินข้าวร่วมกันเสร็จประมาณสี่ทุ่ม
การสอนเราไม่ได้คิดว่าเขาต้องเก่ง แต่ต้องการให้เขารู้ว่าตัวเขาเองมีคุณค่า อย่างน้อยการได้อ่านหนังสือออกก็เป็นโอกาสให้เขาได้เติบโตไปแล้วมองเห็นลู่ทางด้านอื่นๆ มากกว่าที่จะเป็นขอทานหรือขายพวงมาลัย ก็เริ่มต้นจากตรงนั้น ไปทุกวันเลย วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ไปอย่างนั้นประมาณปีกว่าๆ แต่สุดท้ายเด็กพวกนี้ก็ถูกเคลื่อนย้ายไปอีกที่หนึ่ง
เราไม่ได้ไปยุ่งกับกระบวนการพวกนี้นะ ก็แค่รู้สึกว่าทำอย่างไรดี มันไม่เกิดความต่อเนื่องเลย ก็เริ่มหาเด็กกลุ่มใหม่ จึงย้ายไปที่แยกราชเทวี ก็ทำได้ประมาณปีกว่าๆ สุดท้ายก็รู้สึกว่ามันไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย มันแค่สอนแล้วก็จบไปวันหนึ่งๆ จึงเริ่มหาพื้นที่ในกรุงเทพฯ ว่ามีพื้นที่ไหนยังไม่มีใครเข้าไปทำกิจกรรมเลย แล้วยังไม่มีองค์กรหรือมูลนิธิอะไรเข้าไป ก็เข้าไปสำรวจประมาณ 40 กว่าชุมชน จนมาเจอที่ชุมชนบ้านพักรถไฟก่อสร้างบางซื่อที่ยังไม่มีใครเข้ามา ก็เริ่มไปทำกิจกรรมที่นั่น"

๐กลุ่มดินสอสีรุ้งคืออะไร?
ตอนแรกไม่รู้จะใช้ชื่อกลุ่มอะไรด้วยซ้ำ แรกๆ ก็ทำ ทำ ทำ แล้วเวลาคนถามว่ามาจากไหน ตอนแรกจะบอกว่ามาจากกลุ่มเพื่อนๆ ที่เรียนอักษรฯจุฬาฯ มันก็ยาว แล้วจริงๆ ก็เรียนจบจากม.กรุงเทพก่อนแล้วค่อยมาต่อที่จุฬาฯ ก็เลยมีเพื่อนหลายกลุ่ม จึงไม่น่าจะดีถ้าใช้ชื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
จึงมาคิดว่ากลุ่มอะไรที่เหมาะกับเด็กๆ กระดาษไหม...ก็น่าจะสั้นไป กระดานดำ...ก็ค้นดูเหมือนมีคนใช้แล้ว สีชอล์ก สีเทียน สีไม้ แต่ไม่มีอะไรลงตัวเลย จนคิดได้ว่าเราน่าจะเป็นดินสอนะ ที่เหมือนกับเข้าไปวาด เข้าไปเติม และเชื่อได้ว่าทุกคนถ้าได้เรียนหนังสือ สิ่งแรกที่ทุกคนต้องจับคือดินสอ มันหมายถึงการเริ่มต้นด้วยนะ ไม่มีใครอยู่ๆ ก็จับปากกาเลย และเมื่อได้จับปุ๊บจะมีการลากต่อไป ดินสอมีไว้ขีด ไว้ลาก ไว้เขียน มันเป็นจุดเริ่มต้นของการขีดเขียน แล้วสีเดียวไม่พอนะต้องเป็นสีแห่งความสดใส
ปรากฏว่าวันนั้นฝนตกแล้วมีสายรุ้ง เราก็เห็นว่าเด็กๆ ไปชี้รุ้งกันน่ะ ทุกคนเห็นรุ้งแล้วไม่มีใครไม่ยิ้ม ตั้งแต่เด็กจนโตถ้ามีสายรุ้งคนจะตื่นเต้นและดูมีความสุข
เด็กแต่ละคน อาสาสมัครแต่ละคนก็เหมือนดินสอแต่ละสีที่พอมารวมกันก็เป็นสีรุ้ง ดินสอสีรุ้งนี้จะทำหน้าที่วาดภาพ เติมแต่งชีวิตให้สมบูรณ์ เพราะชีวิตต้องมีหลากหลายสี ไม่ใช่แค่ดินสอแค่แท่งเดียว

๐สอนอะไรบ้าง?
ด้วยพื้นฐานที่เป็นคนประเภทสุขนิยม เวลาเข้าไปทำกิจกรรมก็คิดว่าเราน่าจะเอาความสุขกับความรักเป็นตัวนำ เพราะเชื่อว่าถ้าเรานำความสุขกับความรักเป็นตัวนำชีวิตมันยิ้มง่ายขึ้น บางคนมักจะพูดว่าเจอปัญหา แต่เรามองว่าปัญหานั่นคือประสบการณ์ที่เข้ามาครั้งหนึ่งในชีวิต การที่เราผ่านปัญหาไปได้ ปัญหานั้นเรามักจะเรียกว่าประสบการณ์ แต่ทำไมเราไม่เรียกมันว่าประสบการณ์ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ
แรกๆ ก็สอนภาษาอังกฤษและมีเกมสันทนาการ เราก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเพราะเด็กใกล้ชิดกับเรา แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่เห็นผลชัดเจน ทำอย่างไรดีถ้าเราไปคนเดียวแล้วพลังอาจจะน้อยก็เลยลองชวนเพื่อนๆ เข้ามา ชวนกันไปชวนกันมา ไปจัดกิจกรรมที่ต่างจังหวัดด้วย ทั้งเรื่องเด็กไร้สัญชาติ เด็กจรจัด ผู้ป่วยตามโรงพยาบาล
ทำไปทำมาก็คิดกับเพื่อนว่าน่าจะเอาศิลปะเข้ามาเสริม เพราะศิลปะจะเป็นตัวช่วยเปลี่ยนใจคน สร้างคนให้มีใจที่นิ่งมากขึ้น และจินตนาการที่ถูกเก็บไว้จะได้ปล่อยออกมาผ่านกระบวนศิลปะต่างๆ ก็รู้สึกว่าเด็กมีพัฒนาการเร็วขึ้นกว่าเดิม เราไม่ได้เน้นว่าคุณต้องเรียนเก่ง แต่ทักษะการใช้ชีวิตที่ดีเช่นเขาเห็นคุณค่าคนอื่นเป็น เขารู้จักแบ่งปัน เขารู้จักช่วยเหลือ เพราะเรารู้สึกว่าเรามีความสุขทุกครั้งเมื่อแบ่งปัน
และที่สำคัญคือเด็กๆ ไม่ได้เป็นแค่ผู้รับ อาสาสมัครบางคนมักจะทะนงตัวคิดว่าเป็นผู้ให้ แต่เวลาเข้าไปทำกิจกรรมจริงๆ เชื่อไหมว่าเราจะได้รับมากกว่าที่ให้ไป ความรู้สึกแบบนี้มันซื้อไม่ได้ ต้องเข้าไปลงมือทำเอง

๐ดินสอสีรุ้งอายุกี่ขวบ?
ตอนนี้เข้าปีที่เจ็ด แต่สักประมาณปีที่แล้วเราก็คิดว่าน่าจะมีอะไรเสริมให้แน่นขึ้น ก็ได้ไปเจอน้องคนหนึ่งที่เล่นดนตรีเป็น จึงชวนเข้ามาแบ่งปันประสบการณ์ สุดท้ายแล้วเด็กๆ สนใจ ก็เลยคิดโครงการ Rythm of Happiness
ความสุขไม่ใช่เรื่องบังเอิญ สามารถสร้างขึ้นมาได้ คนเรามักจะมองหาความสุขจากภายนอก แต่เชื่อไหมว่าภายในของเรามันสร้างความสุขขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง บางครั้งเรานั่งอยู่มองทางซ้ายมองทางขวา ความสุขนี่เรามองไม่เห็นหรอก แต่มันมีอยู่จริง สัมผัสได้
เพราะฉะนั้นต้องสร้างขึ้นมาเอง ถ้ามัวแต่รอคอยก็จะเกิดทุกข์มากกว่า แค่กินขนมก็สุขแล้ว แค่นั่งแล้วลมพัดเย็นๆ ก็สุขแล้ว เช้านี้แดดส่องลงมาผ่านต้นไม้สวยจังเลย แค่นี้ก็สุขแล้ว ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ถ้าสร้างทีละนิดทีละหน่อย เราเชื่อว่ามันจะสะสมและเพิ่มขึ้น
เด็กหลายคนซ้อมดนตรีจนตอนนี้เก่งมาก เล่นได้เป็นร้อยเพลง เราเห็นการเปลี่ยนแปลงเลยว่าก่อนที่เราจะเข้ามาทำกิจกรรมกับเด็ก เด็กมีความก้าวร้าว พูดจาไม่เพราะ และเด็กไม่รู้ว่าชีวิตจะอย่างไร เพราะพวกเขาไม่มีกระบวนการคิดว่าพวกเขามีคุณค่านะ และการเห็นคุณค่าคนอื่นเป็นอย่างไร เวลาเอาดนตรีเข้าไปเล่นทำให้เขาเห็นคุณค่าทั้งตัวเองและคนอื่น ชอบจังเลยที่ตัวเองเล่นกีต้าร์เป็น ดีจังเลยที่เพื่อนคนนั้นเล่นกีต้าร์เป็น พวกเขาเริ่มเติบโตด้านความคิดมากขึ้น

๐ แบ่งเวลาอย่างไรเพื่อทำกลุ่มดินสอสีรุ้ง?
ส่วนมากจะทุกๆ เสาร์-อาทิตย์ ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหนก็จะกลับไปทุกวันเสาร์ตอนเช้า บางทีอยู่หัวหินเพื่อนชวนไปเที่ยววันหยุดติดกันหลายวัน สักประมาณตีหนึ่งตีสองก็กลับแล้ว ขับรถเองมาถึงหกโมงเช้าแล้วไปสอนหนังสือเด็ก เสร็จประมาณสี่ห้าโมงเย็นค่อยกลับไปหาเพื่อนต่อที่หัวหิน เป็นอย่างนี้บ่อยมาก ตลอดหกปีที่ผ่านมาไม่เคยหยุดเลย เวลามีงานเสาร์อาทิตย์เรามักจะไม่รับเลย เราจัดเวลาไว้โดยเฉพาะวันเสาร์ เราทุ่มเทที่จะให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

๐การสอนหนังสือเด็กช่วยเรื่องความคิด?
ช่วยได้เยอะเลยนะ ถ้าเรามองก้อนหินด้านเดียวก็จะเห็นด้านเดียว แต่ถ้าเข้าไปใกล้ๆ พลิกมันไปพลิกมันมาก็จะเห็นรอบด้านเลย คนเรามักจจะตัดสินจากด้านที่เราเห็น เพราะไม่ได้เข้าไปสัมผัสหรือหยิบก้อนหินขึ้นมา ด้านนี้อาจเลอะแต่อีกด้านอาจไม่เลอะเลยก็ได้
การที่ได้เข้าไปสัมผัสเด็กๆ ทำให้ได้มองมุมที่อาจจะมองข้ามไปและไม่เคยรู้เลยว่ามีแบบนี้ด้วย ทำให้เราได้เกิดอีกมิติหนึ่งด้านความคิดและนำไปปรับใช้กับตัวเองได้ดีทีเดียว เด็กเหมือนกระดาษขาวๆ บางคนเขาร้ายเพราะมีคนเอาสีไปหยดใส่ให้เลอะ ฉะนั้นเชื่อได้เลยว่าทุกคนถ้าได้เข้าไปอยู่กับเด็กๆ จะได้เห็นอีกมุมหนึ่ง

๐ จำนวนเด็กในโครงการ?
ตอนนี้มี 30 คน ตอนแรกมี 70 คน แต่พอเขาเริ่มโตก็ออกไป บางคนได้ดิบได้ดีนะ ตอนนี้อายุสูงสุดก็สิบแปดเรียนต่อธรรมศาสตร์เรียบร้อย บางคนไม่ได้เรียนก็ไปทำงาน ตอนนี้มีเด็กประมาณเจ็ดขวบถึงสิบสี่ปี
เด็กที่ออกไปเราก็ยังได้พูดคุยกันอยู่ บางคนก็มาช่วยโครงการด้วย เราเป็นเหมือนครอบครัวเล็กๆ ที่อยู่กันอย่างมีความสุข เราไม่ได้เป็นเหมือนอาสาที่เข้าไปทำแล้วจบ แต่มันเกิดความผูกพันระหว่างเรากับเด็ก อยู่ด้วยกันมาห้าหกปี บางคนเข้ามาตอนเจ็ดขวบ บวกไปตอนนี้ก็สิบสาม เราได้เห็นการเติบโตของเขาตั้งแต่ตัวเล็กๆ ตอนเด็กๆ บางคนเกเรมากแต่พอโตก็เป็นอีกคนเลย
เด็กหลายคนพูดว่าถ้าไม่มีคุณครูเข้ามา เราอาจไม่เป็นแบบนี้ ที่เอาความสุขนำหน้าแล้วเอาความทุกข์ไว้ข้างหลังหรือทิ้งมันไปเลยแบบนี้

๐ การทำงานกับเด็กน่าจะยาก เรียนรู้วิธีการสอนจากไหน?
มักจะบอกอาสาสมัครเสมอว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือตัวเราเป็นต้นแบบที่ดีมากๆ แก่เด็ก กับอีกอย่างคือเด็กของเราไม่ค่อยมีใครรับฟัง เมื่อเข้าไปก็ไม่ต้องพูดเยอะ แค่ไปรับฟังเด็ก แค่นี้เด็กก็จะเริ่มพูดออกมาแล้วเราก็จะเห็นลักษณะท่าทางของเขาแล้วจะรู้ว่าจะเข้าหาเขาอย่างไร ฉะนั้น เริ่มแรกแค่ฟังให้เยอะ เพราะโดยปกติแล้วสังคมที่เขาอยู่ อาจไม่มีใครฟังเขาเลย อาจออกคำสั่งอย่างเดียว และคนในสังคมก็มักจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทุกคนมีคำสั่งแต่ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นผู้ฟัง

๐ สิ่งที่ทำอยู่นี้คือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่หรือเปล่า?
คนเราเกิดมาบนโลกนี้เพื่อทำอะไรบางอย่าง ทุกคนเกิดมาน่าจะมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไรบางอย่าง เราไม่รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่นะแต่เราคาดหวังเรื่องการเปลี่ยนแปลงว่ามันจะทำให้เกิดอะไรที่ยิ่งใหญ่แน่ สิ่งที่ทำนี่ไม่ยิ่งใหญ่เลย มันเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ใครก็ทำได้ คนทั่วไปก็ทำได้ และเราเชื่อว่าทุกคนมีของดีอยู่ในตัว มีความสวยงาม มีสิ่งดีๆ อยู่ในตัว
...
ติดตามความเคลื่อนไหวและร่วมเป็นอาสาสมัครกลุ่มดินสอสีรุ้งได้ที่แฟนเพจ 'กลุ่มดินสอสีรุ้ง'