น้องสาวผู้ตายข้องใจรถตกลานจอดห้างดัง

น้องสาวของ "สุภาภรณ์" ข้องใจรถตกลานจอดห้าง "พัฒนเดช" ผู้เชี่ยวชาญรถยนต์ไม่เชื่อเครื่องยนต์-เบรคเป็นสาเหตุหลัก
พ.ต.อ.วิทวัฒน์ ชินคำ ผกก.สน.ลาดพร้าว กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สตรีม ทะเบียน ศง 5323 กทม. ตกลงมาจากลานจอดรถชั้น7 ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ ทำให้มี น.ส.สุภาภรณ์ เวียงนาค อายุ 45 ปี คนขับเสียชีวิต โดยยังไม่ทราบสาเหตุ ว่าได้สอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์ รวมทั้งผู้เสียหายรายอื่นๆ แล้ว ไม่พบความผิดปกติใด
โดยญาติผู้ตายไม่ได้ติดใจสงสัยการฆ่าตัวตาย จึงตัดประเด็นนี้ทิ้ง แต่ยังต้องตรวจสอบความผิดปกติของรถ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกลางจะตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ หลังพี่สาวของผู้ตายระบุว่า เคยได้ยินน้องสาวพูดให้ฟังว่ารถมีปัญหาที่ระบบเบรก จึงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอย่างละเอียด
ขณะเดียวกันครอบครัวเวียงนาคพร้อมญาติได้เดินทางมารับศพ น.ส.สุภาภรณ์ ที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ โดย น.ส.แสงเดือน เวียงนาค น้องสาวผู้ตาย กล่าวว่า ยังคงติดใจในเรื่องการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ เนื่องจากรถคันดังกล่าวไม่ได้ซ่อมระบบเบรก หรือเครื่องยนต์แต่อย่างใด เป็นเพียงการนำไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเท่านั้น รวมทั้งรถคันนี้พี่สาวใช้เพียงคนเดียวมานานกว่า 6 ปี เดินทางมาทำงานที่ห้างเดอะมอลล์ บางกะปิ โดยขณะนี้ตำรวจยังระบุไม่ได้ว่า อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นจากอะไร ต้องรอรายละเอียดจากตำรวจและแพทย์อีกครั้ง
ด้านนางสุพิน เวียงนาค มารดาผู้ตาย กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตอนนี้ต้องใช้เวลาทำใจ เนื่องจากสูญเสียลูกสาวไปอย่างกระทันหัน โดยลูกสาวเป็นคนรักครอบครัว และแสดงความห่วงใยตลอดเวลา และที่ผ่านมาไม่มีลางบอกเหตุว่าจะเกิดเรื่องขึ้น ส่วนศพจะนำไปบำเพ็ญกุศลที่ศาลา 1 วัดบำเพ็ญใต้ ย่านมีนบุรี ก่อนจะฌาปณกิจศพในวันเสาร์ที่ 29 พ.ย.นี้
ขณะที่ พ.ต.อ.นพ.พิสิฐ ธรรมสุริยะ แพทย์นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวถึงผลการชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิตว่า ผู้ตายกระโหลกศีรษะแตก สมองฉีกขาดจากการกระแทกของของแข็ง
ด้าน นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ได้วิเคราะห์ถึงกรณีรถตกจากลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางกะปิว่า สาเหตุส่วนใหญ่ของรถที่เกิดอุบัติเหตุในลานจอดรถ ไม่ว่าในกรณีนี้หรือกรณีไหนที่ตกจากลานจอดรถน่าจะเกิดจากความบกพร่องของคนขับ หรือที่เรียกว่า Human Eror เพราะคนส่วนใหญ่เวลาขับรถในอาคารจอดรถมักจะไม่มีสมาธิ และอาคารจอดรถจากสถิติจริงๆ เป็นที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด เพราะคนที่ขับเข้าไปมัวแต่มองหาช่องว่างที่จะจอด อีกอย่างต้องยอมรับว่าในอาคารที่จอดรถการจัดการจราจรไม่ได้เหมือนถนนที่ทุกคนขับชิดซ้าย จะจัดเอาตามความสะดวก ตามรูปแบบอาคาร ตามสถาปัตยกรรม ไม่ได้ตามหลักการจราจร เพราะฉะนั้นรถจะมีออกมาจากทางขวาก็มี มาจากทางซ้ายก็มี คนจอดเอาหัวรถเข้าก็มี เอาท้ายเข้าก็มี
"โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เป็นทางลง จะเห็นได้ว่าเกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุด เพราะคนที่ใช้รถทั่วไป โดยเฉพาะผู้หญิง อันนี้ผมไม่ได้ต่อว่าหรืออะไรนะ คือผู้หญิงสัมภาระเยอะ ใส่รองเท้าส้นสูงเดินห้างกลับมา ถอดรองเท้าส้นสูงวางไว้ สวมรองเท้าแตะขับรถแทน พอรถไหลรองเท้าส้นสูงก็เข้าไปขวางแป้นเบรค เหยียบเบรคไม่ได้ หรือกระเป๋าถือวางไว้ตรงคอนโซล พอรถหัวทิ่มหน่อย กระเป๋าหล่นมาก็จบแล้ว พอกระเป๋าตกก้มไปเก็บ สมาธิเสีย เหยียบคันเร่งก็เกิดการชนแล้วเกิดอุบัติเหตุ" นายพัฒนเดช กล่าว
นายพัฒนเดช กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีล่าสุดถ้าถามว่าเป็นไปไม่ได้หรือไม่ที่เครื่องยนต์จะเป็นสาเหตุนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าเครื่องยนต์สมัยนี้มีกล่องควบคุมเป็นอิเล็กทรอนิกส์ทั้งนั้น โอกาสคันเร่งค้างแทบจะเป็นศูนย์ ในทางช่างจะถือว่าเป็นศูนย์ก็ว่าได้ โอกาสขัดข้องทางเบรค หรือโอกาสที่อยู่ๆ จะเร่งเครื่องขึ้นเองในแง่ทางเทคนิคแทบจะ ไม่น่าจะเป็นไปได้ อาจจะเกิดจากสมาธิหรือเกิดจากการตกใจ ทั้งนี้เวลาตนไปอบรมที่ไหน ก็จะบอกเสมอว่าทันทีที่คนขับตกใจให้เอาเท้าออกจากคันเร่งไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปคิดว่าจะเหยีบเบรคอย่างเดียว ให้ถอนเท้าออกจากคันเร่งก่อน แล้วใน 1 วินาทีจะรู้ว่าควรจะเหยียบเบรคหรือไม่
"ในกรณีนี้อาจจะเกิดอะไรขึ้นได้ แต่คนขับบางครั้งตกใจก็อาจจะเหยียบเบรคไปเลยก็ได้ จะเห็นว่าบางคนตกใจ หากเห็นโค้งอาจจะขับตรงไปก็เป็นได้ หรือบางคนเหยียบเบรคแล้วรถอาจจะพลิกหลายตลบ มันอยู่ที่สัญชาติญาณหรือการตกใจของแต่ละคน และในขณะนั้นคนขับทำอะไร ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับรถสามารถพิสูจน์ทราบได้ง่าย แต่ลักษณะของอาคารจอดรถในปัจจุบันไม่ได้พัฒนาควบคู่ไปกับรถ จะเห็นได้ว่าตึกหรืออาคารบางแห่งจอดรถได้ยากมาก







