สตง.พร้อมลงพื้นที่ตรวจการดำเนินงานมาตรการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนา หลังพบมีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรไม่ถูกต้อง
นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบการดำเนินงานจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ และไม่เกินครัวเรือนละ 15,000 บาท ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เบื้องต้นพบว่าฐานการขึ้นทะเบียนช่วยเหลือดังกล่าวเป็นข้อมูลเดียวกันกับข้อมูลที่ใช้ดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรของรัฐบาลในอดีต ส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลไม่ถูกต้องและไม่เป็นปัจจุบัน เช่น มีเกษตรกรแจ้งพื้นที่เพาะปลูกมากกว่าพื้นที่เพาะปลูกจริง เกษตรกรไม่มีพื้นที่เพาะปลูกแต่แจ้งว่ามี จนถึงกรณีที่เกษตกรมีที่ดินทำกินเกินกว่าพิจารณา จึงได้มีการแบ่งที่ดินให้บุตรหรือญาติพี่น้องถือครอง เพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์และได้รับเงินช่วยเหลือดังกล่าว
ทั้งนี้ สตง.เห็นว่าการดำเนินตามนโยบายรัฐบาลมีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตกรที่มีรายได้น้อย จึงต้องการให้การใช้จ่ายเงินดังกล่าวมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์คุ้มค่า รวมทั้งป้องกันปัญหาจุดเสี่ยง เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดปัญหาทุจริต ซึ่งแนวทางดำเนินการ สตง.ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดแนวทางหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการที่สามารถตรวจสอบได้อย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า ได้ร่วมกับเครือข่ายองค์กรต่อต้านการทุจริต เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยกำหนดแผนปฏิบัติการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ เพื่อตรวจสอบพื้นที่ที่จ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาตามนโยบายดังกล่าว โดยได้มีการจัดแบ่งการตรวจสอบและซักซ้อมเจ้าหน้าที่ที่จะปฏิบัติงาน เบื้องต้นได้มีการส่ง เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ เช่น ภาคกลาง 25 จังหวัด ซึ่งจะมีการตรวจสอบการดำเนินการทันที รวมทั้งการนำเทคโนโลยีระบบจีพีเอสช่วยตรวจสอบพื้นที่ เพื่อให้ทราบพื้นที่เพาะปลูกแท้จริงและเป็นปัจจุบันมากที่สุด
ทั้งนี้ สตง.ได้เดินหน้าตรวจสอบอีกหลายโครงการ เช่น การจัดซื้อหัวรถจักรของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งได้มีการส่งหนังสือถึง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแล้ว เพื่อขอให้ตรวจสอบการประกวดราคาที่ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา ซึ่ง สตง.ตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทที่ได้ทั้งชื่อและประวัติบริษัทไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจด้านเครื่องกลหรือจัดหาหัวรถจักรแต่อย่างใด รวมทั้งฐานะการเงินก็มีปัญหา จึงขอให้มีการตรวจสอบเพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้มีการลงนามในสัญญาที่อาจจะนำมาซึ่งความเสียหายแก่ภาครัฐได้






