วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รวิศ หาญอุตสาหะ

ทายาทรุ่นที่สาม"ผงหอมศรีจันทร์" ผลิตภัณฑ์ประทิน โดดเด่นทั้งเส้นทางธุรกิจ นักเขียนและนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

รวิศ หาญอุตสาหะ ทายาทรุ่นที่สามแห่ง "ศรีจันทร์สหโอสถ" หรือที่คุ้นเคยในชื่อ "ผงหอมศรีจันทร์" ผลิตภัณฑ์ประทินผิวชื่อคลาสสิกนี้ก็ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าไปจากอดีตมากทีเดียว แน่นอนว่า เขาคือผู้พลิกโฉมเครื่องสำอางไทยแบรนด์นี้ให้ทัดเทียมสากล

นอกจากเป็นนักธุรกิจและนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ อีกหนึ่งหัวโขนสำคัญที่เขาภูมิใจมากคือเขาเขียนหนังสือน่าอ่านมาแล้วถึงสองเล่ม ซึ่งเล่มล่าสุด "คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย" ก็กลายเป็นหนังสือขายดีและสร้างแรงกระเพื่อมให้แก่นักอ่าน นักธุรกิจ แม้แต่คนทั่วไปที่กำลังมีความฝันแต่ขาดแรงกระตุ้นเพื่อจะไปถึงฝันให้สำเร็จ

๐ ชื่อหนังสือมีความหมายอย่างไร?

ดวงจันทร์ในแง่ของเชิงเปรียบเทียบความหมายมันเห็นชัด คือเราเห็นตลอด รู้ว่าไกล แต่ไม่ไกลเกินที่จะไปถึงเพราะมีคนไปถึงมาแล้ว เป้าหมายที่เรามองไม่เห็นเลย บางทีเราไม่มีแรงที่จะไปดวงจันทร์ เพราะฉะนั้น มันก็เหมือนเป้าหมายของชีวิต ถ้าเป้าหมายชีวิตชัดเจน สุกสว่าง เราอาจรู้ว่ายากแต่อย่างน้อยก็เห็นมันตลอด จะทำให้เรามีแรง

คือไม่ว่าจะล้ม นอนอยู่ จะบาดเจ็บอยู่ จะอย่างไรก็แล้วแต่ก็เห็นดวงจันทร์สว่างอยู่เสมอ นั่นคือความหมายของดวงจันทร์ในเชิงเปรียบเทียบ

ส่วนปากซอยก็น่าจะชัดเจน คือ การเดินทางไปดวงจันทร์ เริ่มต้นจากการเดินออกจากบ้านเราเนี่ยแหละ แต่คนหลายคนท้อใจระหว่างทาง ไปไม่ถึงไหน ไปถึงปากซอยก็ฝนตก เจอหลุมเจอบ่อ ก็กลับบ้านดีกว่า ก็เลยเป็นที่มาของชื่อครับ

๐ งานอดิเรกอื่นๆ?

ก็คือเขียนหนังสือนี่แหละครับ เป็นงานอดิเรกที่ค่อนข้างกินเวลาพอสมควรทีเดียว แล้วก็เล่นกีฬาครับ ผมไม่ค่อยทำอะไรมากนอกจากเล่นกีฬา อ่านหนังสือ อยู่กับครอบครัว อ่านหนังสือเยอะ เขียนหนังสือนี่เพิ่งมาไม่นานนี้ รู้สึกว่ามันก็ถูกจริตเราดี

งานอดิเรกอีกอันก็คือไปบรรยาตามที่ต่างๆ ซึ่งมีเยอะพอสมควร สัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย แต่ก็มีเยอะกว่านั้นในบางสัปดาห์

๐ การออกกำลังกาย?

ผมยกเวท วิ่ง และปั่นจักรยาน เป็นคนที่ชอบปั่นจักรยานพอสมควร จริงๆ กีฬาเป็นส่วนหนึ่งของงานนะ เพราะการออกกำลังกายทำให้สมองเราพร้อมตลอดเวลา และร่างกายเราแข็งแรง หลายคนบอกว่ามันเกี่ยวกับการทำงานอย่างไร เกี่ยวนะครับ เพราะถ้าร่างกายเราไม่แข็งแรง นอนไม่พอ ออกกำลังกายไม่พอ เราจะซึมหรือซ้ำร้ายกว่านั้นคือป่วย เวลาป่วยไม่มีทางทำงานได้ดี ผมจึงคิดว่านี่สำคัญมากที่จะรักษาตัวเราให้แข็งแรงตลอดเวลา

๐ ปั่นจักรยานจริงจังแค่ไหน

อาทิตย์ละสามครั้ง แล้วก็ยกเวทสามครั้ง ผมปั่นจักรยานที่สุวรรณภูมิ วันธรรมดาสองรอบ วันเสาร์อาทิตย์สามรอบ

ผมถือว่าการปั่นจักรยานเป็นการออกำลังกายที่สนุก ก็มีกลุ่มเพื่อนปั่นกันเยอะด้วย และการปั่นจักรยานสอนวินัย สอนเรื่องการกระจายแรง ผมเอาเรื่องจักรยานมาเขียนในหนังสือด้วยว่าผมรู้สึกว่ามันเป็นหลักการเดียวกันกับการทำงาน เช่น ปั่นจักรยานในสุวรรณภูมิ ทางมันยาว ถ้าจัดการแรงของเราไม่ดี ตอนแรกไปสปริ้นท์เลย สักพักเดียวแย่แน่นอน เพราะฉะนั้น การจัดการแรงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องดูว่าตัวเราเป็นอย่างไร

การทำงานก็คือเราต้องรู้ทรัพยากรของเรา ต้องใช้ไปแค่ไหน ถ้ามีเงินอยู่ก้อนหนึ่งแล้วอัดหมดเลยตั้งแต่ต้นปี ถ้าโครงการที่ทำมันไม่ดีก็อาจจะแย่ได้ เราต้องรู้ว่ามีกำลังแค่ไหน ต้องรู้ว่าจักรยานเราเป็นประเภทไหน ถ้าใช้จักรยานเสือภูเขาแล้วไปปั่นไล่จักรยานเสือหมอบก็ไม่มีทางทันหรอกเพราะจักรยานคนละประเภทกัน นอกเหนือจากว่าถ้าปั่นที่สุวรรณภูมิแล้วใช้เสือหมอบชนะเสือภูเขาแน่นอน แต่ถ้าเป็นที่อื่นอาจจะไม่

เราต้องรู้ว่าเล่นอยู่ในสนามไหน ในเชิงธุรกิจก็เช่นเดียวกัน เราแข่งในสนามไหน ของทุกอย่างมีปรัชญาเปรียบเทียบได้เสมอถ้าเราอยากจะมองมัน

ผมมีความเชื่อว่าตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงประมาณไม่เกิน 10-11 โมง เป็นช่วงที่พีคที่สุด ควรทำเรื่องเกี่ยวกับกลยุทธ์ ควรทำงานที่ยากที่สุดของวัน หลังจากนั้นแรงจะเริ่มถดถอย สมองก็จะทำงานได้น้อยลง

นอกจากนั้นผมก็นั่งสมาธิ คืองานผมยุ่งมาก ทำงานทุกวัน ทำงานจนใกล้เวลานอน ก็จำเป็นต้องเบรกสมองให้หยุดคิดให้ได้

สมัยก่อนผมชอบไปปาร์ตี้เหมือนคนทั่วไป แต่ตอนนี้เลิกขาดเลย เพราะรู้สึกว่าเวลาไม่พอ มันเสียเวลา ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยอยู่เฉยๆ หาอะไรทำตลอดเวลา เพียงแต่เลือกว่าที่ทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ถ้าไม่เขียนหนังสือผมก็อาจไปปาร์ตี้กับเพื่อนซึ่งมันก็เสียเวลา

๐ ตอนนี้เห็นคุณค่าของเวลามาก?

ใช่ครับ เวลาเป็นของอย่างเดียวที่เราไม่สามารถซื้อกลับคืนมาได้แล้ว มันเป็นของที่มีค่าที่สุด ต้องใช้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ แล้วก็มีความหวังว่าอยากจะฝากอะไรที่เป็นการเปลี่ยนแปลงต่อโลกนี้ แม้จะเป็นส่วนเล็กๆ ไว้บ้างวันหนึ่ง

อย่างผมชอบเขียนหนังสือ ตรงนี้ก็เป็นจุดที่ดีที่เขียนแล้วได้ไปพูดแก่คนอื่น อย่างที่ผมได้ไปพูดให้นักเรียนฟัง เล่าสิ่งที่เจอมา ผมคิดว่าถ้ามีใครมาพูดสิ่งเหล่านี้ให้ผมฟังตอนอายุน้อยๆ ก็น่าจะมีประโยชน์มาก ผมเองก็ไม่ได้เก่งอะไรหรอก เพียงแต่ว่าประสบการณ์เป็นของที่ซื้อกันไม่ได้ มันต้องเจอถึงจะรู้ ถ้ามีคนมาบอกเขา เขาจะได้ไม่ต้องทำพลาดบางอย่างก็ได้

๐ เคยพลาดไหม?

ก็พลาดประจำครับ แต่ว่าถือเป็นบทเรียนของเรา แต่คนไม่จำเป็นต้องมีบทเรียนทุกเรื่องนะครับ บางเรื่องไม่มีก็ได้ เราก็พยายามจะบอกเรื่องที่คิดว่ามันไม่ดีนะในช่วงชีวิตที่ผ่านมา สมัยก่อนผมค่อนข้างเกเร พอมองย้อนกลับไปรู้สึกเสียเวลามากเลย น่าจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่บอกคนรุ่นหลังว่าชีวิตช่วงวัยรุ่นหรือช่วงเรียนจบใหม่ๆ ก็สนุกดีนะ แต่ว่าควรแค่พอเหมาะสมเพราะเวลาช่วง 20-30 ซึ่งผมผ่านไปแล้ว มันเป็นเวลาที่มีค่ามาก ผมใช้ไปอย่างไม่ค่อยดีเท่าไร ผมน่าจะใช้มันได้ดีกว่านี้

ผมก็รู้แหละว่าสมัยก่อนอาจมีคนมาเตือนผมแล้ว แต่อาจไม่ได้ฟัง แต่ผมก็หวังว่าสิ่งที่ผมพูด ประกอบกับสิ่งที่เขาได้ยินคนอื่นพูดในเรื่องคล้ายๆ กันไปด้วย ฟังคนเดียวอาจไม่รู้สึก ถ้าฟังสิบคนก็อาจจะรู้สึกก็ได้ หวังว่าเด็กรุ่นใหม่ต้องเก่งกว่ารุ่นเรานะ

๐ จุดพลิกผันมาเป็นนักธุรกิจผู้เป็นแรงบันดาลใจ?

คุณพ่อเคยบอกว่า วันหนึ่งที่ผมไปเที่ยวกลับมาแล้วเดินลงจากบ้าน น่าจะหลังจากเที่ยงแล้ว คือ เพิ่งตื่นน่ะ ปกติคุณพ่อไม่ค่อยพูดอะไร แต่ท่านบอกว่าถ้าอยากเป็นคนพิเศษก็ต้องทำตัวพิเศษ ผมอาจจะจำประโยคนั้นไม่ได้เป๊ะๆ แต่มีความหมายแบบนี้ นั่นเป็นจุดแรกที่ฉุกคิดได้ว่าเราไม่สามารถหาความสุขส่วนตัวไปวันๆ ได้แบบนี้อีกต่อไปแล้ว เราจะไม่ไปไหน บางทีเงยหน้าขึ้นมาอีกทีเราอาจจะอายุ 50 แต่ยังทำอะไรไม่เป็นโล้ไม่เป็นพาย ก็เลยคิดได้ แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงได้ในวันเดียวนะครับ ของแบบนี้ต้องค่อยๆ ทำ

รวิศเชื่อว่านิสัยที่ถูกต้อง ต้องค่อยๆ ทำทีละนิด ไม่สามารถเลิกทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ได้ในวันเดียว อาจทำได้แต่จะทำได้ไม่นาน