วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตรวจห้องญี่ปุ่นเผาตัวโดดตึก พบยาแก้เครียดคาดโรครุมเร้า

ตำรวจเข้าตรวจห้องพักหนุ่มญี่ปุ่นคิดสั้นพบยานอนหลับ ยาแก้เครียด พร้อมส่งชุดสืบสวนสอบประวัติผู้ตาย

จากเพื่อนร่วมงานและประสานสถานทูตขอข้อมูลจากเหตุเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ส่วนคดีฆ่าหั่นศพครูสอนภาษาชาวญี่ปุ่น ตำรวจแจ้ง 3 ข้อหาหนักสองสามีภรรยาฆ่าไตร่ตรอง อำพรางศพ จ่อรื้อคดีอดีตสามีที่เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำมาสอบใหม่

จากกรณีที่นายชินจิ วาตานาเบ อายุ 37 ปี นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ก่อเหตุจุดไฟเผาตัวเองก่อนจะกระโดดจากชั้นที่ 4 ตกลงเสียชีวิตที่ลานอาหารภายในอาคารธนิยะพลาซ่า ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก เมื่อคืนวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น

ความคืบหน้าของคดี วานนี้ (23 ต.ค.) พ.ต.ท.ภูมิยศ เหล็กกล้า พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ สน.บางรัก กล่าวว่า ตำรวจได้เดินทางไปตรวจสอบภายในห้องพักเลขที่ 1207 ชั้นที่ 12 อาคารแอลเอทาวเวอร์ แมนชั่น ซอยอินทามาระ 47 แขวงและเขตดินแดง ซึ่งเป็นห้องพักที่ของผู้ตายนักที่เปิดไว้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ธ.ค.2556

จากการตรวจสอบภายในห้องพักพบ ถุงยาจำนวนหนึ่ง ประกอบด้วย ยานอนหลับ ยาคลายเครียด และเศษเสื้อที่นำไปใช้ในวันเกิดเหตุอีกจำนวนหนึ่ง

ส่วนการสอบถามพยานที่อาศัยในอาคารดังกล่าวทราบว่า นายชินจินั้นเป็นคนเก็บตัวอยู่แต่ในห้องพักและไม่สุงสิงกับใคร เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ผู้ตายน่าจะมีอาการเครียดและป่วยเป็นโรคประจำตัว ส่วนกรณีการฆ่าตัวตายนั้นเชื่อว่ามีการเตรียมการเพื่อก่อเหตุ

พ.ต.ท.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล รอง ผกก.สส.สน.บางรัก กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.บางรัก ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุและตรวจสอบกล้องวงจรปิดในช่วงก่อนและขณะเกิดเหตุอีกครั้ง รวมทั้งให้ตรวจสอบประวัติของผู้ตายที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ผู้ตายทำงานอยู่ และประสานกับสถานทูตเพื่อหาข้อมูลจากทางญาติผู้ตายอีกทางเพื่อทำการสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้ง

สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา นายชินจิ ได้ใช้น้ำมันราดตัวแล้วจุดไฟเผาตัวเองที่บริเวณระเบียงชั้น 4 อาคารธนิยะพลาซ่า ย่านสีลม ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบบัตรประกันสังคม ใบขับขี่ และยารักษาโรคประจำตัว ส่วนการตรวจสอบภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดพบว่า นายชินจิขึ้นไปนั่งบนระเบียงก่อนเทขวดที่บรรจุน้ำมันใส่ตัวแล้วจุดไฟเผาก่อนตกลงมาเสียชีวิต

แจ้งข้อหาหนักสองสามีภรรยาฆ่าหั่นญี่ปุ่น

ด้านความคืบหน้าคดีฆาตกรรมนายโยชิโนริ ชิมาโตะ อายุ 79 ปี ครูสอนภาษา ชาวญี่ปุ่น วานนี้ (23 ต.ค.) ตำรวจนครบาล ได้แจ้งข้อหา นายสมชาย แก้วบางยาง อายุ 47 ปี และนางพรชนก ไชยะปะ อายุ 47 ปี หมายจับศาลอาญา ในข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น และร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ หรือส่วนของศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย

จากนั้นตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้งสองไม่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด ก่อนจะส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.บางเสาธง ดำเนินคดี

จ่อรื้อคดีอดีตสามีญี่ปุ่นเสียชีวิต

พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก รักษาการ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.รอง ผบ.ตร.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบร่วมระหว่างกองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1 เพื่อสอบสวนผู้ต้องหาอีกครั้ง พร้อมทั้งได้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิด หวั่นเกิดอาการเครียด โดยเฉพาะนางพรชนกที่มีอาการเครียดอย่างเห็นได้ชัด เบื้องต้นได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่าเป็นการประสงค์ต่อทรัพย์ ส่วนที่จะทำเป็นขบวนการหรือจุดประสงค์อื่นหรือไม่ ต้องรอการสอบสวนจากคณะกรรมการก่อน รวมทั้งจะทำการขยายผลสืบสวนหาหลักฐาน และแรงจูงใจในการก่อเหตุต่อไป

เมื่อถามว่า นางพรชนกเคยทำงานอะไรมาบ้าง พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ กล่าวว่า นางพรชนกเคยทำงานในสถานบริการย่านสุขุมวิท ก่อนที่จะพบกับนายโยชิโนริซึ่งเข้าไปใช้บริการในสถานบันเทิงดังกล่าว ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตของอดีตสามีนางพรชนก คือ นายคัทสึโตชิ ทานากะ ที่ตกบันไดเสียชีวิตเมื่อปี 2546 นั้น ตำรวจจะขยายผล และรื้อคดีดังกล่าวหลังจากเสร็จคดีนี้แล้ว

ลูกสาวญี่ปุ่นตกบันไดขอตร.รื้อคดี

วันเดียวกัน นางเค็กโกะ มัตตา อายุ 31 ปี ลูกสาวนายคัทสึโตชิ ได้เดินทางมาที่ สภ.บางเสาธง เข้าพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอให้ตรวจสอบคดีอีกครั้ง เนื่องจากไม่เชื่อในสาเหตุการเสียชีวิตของบิดา

นางเค็กโกะ กล่าวว่า เมื่อปี 2546 ทราบข่าวบิดาประสบอุบัติเหตุตกบันไดเสียชีวิต ตอนนั้นไม่เชื่อ เพราะผลชันสูตรออกมาว่าบิดาเป็นโรคหัวใจจึงเป็นเหตุให้เสียชีวิต และก่อนเกิดเหตุ 2 สัปดาห์ บิดาเล่าให้ฟังว่านางพรชนกได้ไปทำประกันชีวิตไว้ให้ โดยลูกแต่ละคนจะได้เงินประกันชีวิตคนละหนึ่งล้านบาท ซึ่งบิดามีลูกทั้งหมด 6 คน เป็นลูกที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น 3 คน กับภรรยาคนแรก ส่วนแม่ของตนเองกับพี่สาวฝาแฝดเป็นภรรยาคนที่สอง และลูกของนางพรชนกอีก 1คน

"ตอนที่เสียชีวิตจะต้องนำศพออกมาจากนิติเวช ซึ่งขั้นตอนที่ถูกต้องจะต้องได้รับหนังสือยินยอมจากทางสถานทูตก่อน แต่ไม่รู้เขาทำอย่างไรจึงสามารถเอาศพมาได้และรีบจัดงานศพให้เสร็จๆ ไป หลังจากนั้นไม่นาน นางพรชนกได้นำเอกสารมาให้เซ็นมอบอำนาจ บอกว่าเป็นการเซ็นมอบอำนาจให้จัดการเรื่องเงินประกันชีวิต แต่ตอนนั้นยังเด็กและไม่รู้ว่าข้อความในเอกสารคืออะไร จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้รับเงินประกันของพ่อ แต่มาถึงทุกวันนี้ไม่สนใจเรื่องเงินแล้ว อยากให้รื้อฟื้นคดีของพ่อที่เสียชีวิตมากกว่า" นางเค็กโกะ กล่าว

นางเค็กโกะ กล่าวอีกว่า หลังเกิดเหตุพ่อต้องเสียชีวิต ตนไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะไม่ได้พักอาศัยในบ้านที่เกิดเหตุ เนื่องจากในวันเกิดเหตุบิดาของตนย้ายไปอยู่กับนางพรชนกที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ย่าน ถ.บางนา-ตราด กม. 16 ตนเคยไปติดต่อกับทางตำรวจให้รื้อฟื้นคดี แต่ได้รับคำตอบว่า จะต้องมีหลักฐานชิ้นใหม่ จึงจะสามารถรื้อคดีได้ ซึ่งตนไม่มีหลักฐานอะไร จนกระทั่งมาเห็นข่าวที่ลงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของครูสอนภาษาญี่ปุ่น จึงเดินทางมาที่สภ.เพื่อที่จะมาดูหน้าของนางพรชนกว่าจะทำหน้าตาอย่างไร

"อยากรู้ว่าที่บิดาเสียชีวิตจริงๆ เสียชีวิตเพราะอะไร คาใจมา 10 กว่าปี แต่ว่าทำอะไรไม่ได้หาตัวเขาไม่เจอ ไม่รู้เขาไปอยู่ที่ไหนอย่างไร ซึ่งตอนนี้เขาก็กำลังจะได้รับโทษ ส่วนเรื่องที่จะสามารถรื้อคดีที่บิดาของหนูเสียชีวิตได้หรือไม่ก็ต้องมีการพูดคุยกับตำรวจก่อน" นางเค็กโกะ ระบุ