สาธารณสุข เตรียมปลดล็อกเซเนกัล-ไนจีเรียพ้นเขตติดโรคอีโบลา แต่ยังเข้มมาตรการเฝ้าระวัง
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) คงมาตรการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาและเมอร์สโควีจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมรับมือตลอดเวลา โดยขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยทั้ง 2 โรคในประเทศไทย พร้อมจัดส่งคู่มือปฏิบัติงานในการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาให้โรงพยาบาลรัฐและเอกชนทั่วประเทศจำนวน 4,000 เล่ม เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ส่วนประชาชนที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดหากมีไข้ให้รีบพบแพทย์หรือโทรแจ้งหมายเลขสายด่วน 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง
"ยังคงเข้มงวดมาตรการการตรวจคัดกรองเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางมากจากพื้นที่ระบาด ทั้งทางอากาศ ทางบก ทางเรือ รวมทั้งในชุมชนที่มีชาวต่างชาติในพื้นที่ระบาดอาศัยอยู่ในไทยทุกวัน จนถึงวันนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อ และจะประเมินติดตามสถานการณ์เพื่อปรับแผนให้สอดคล้องกับความจำเป็น" นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว
ล่าสุดองค์การอนามัยโลก(WHO) รายงานว่า จนถึงวันที่ 17 ต.ค.57 ใน 5 ประเทศแอฟริกาตะวันตก ได้แก่ ไลบีเรีย กินี เซเนกัล ไนจีเรีย และเซียร์ร่าลีโอน มีผู้ป่วย 9,191 ราย เสียชีวิต 4,546 ราย และยังพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลานอกทวีปอาฟริกาตะวันตกในประเทศสเปนและสหรัฐอเมริกาด้วย มีผู้ป่วย 25 ราย เสียชีวิต 9 ราย แต่ยังสามารถควบคุมได้ และขณะนี้ WHO ได้ประกาศให้ประเทศเซเนกัลและไนจีเรียเป็นประเทศที่พ้นจากการเฝ้าระวังโรคอีโบลา เนื่องจากไม่พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มในรอบ 6 สัปดาห์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการพิจารณา 2 ประเทศดังกล่าวพ้นจากเขตติดโรคตามขั้นตอนต่อไป
สำหรับการเตรียมพร้อมสถานพยาบาลที่จะให้การดูแลกรณีพบผู้ป่วยต้องสงสัยหรือติดเชื้อไวรัสอีโบลาได้เตรียมความพร้อมโรงพยาบาลศูนย์ในต่างจังหวัด 15 แห่ง และใน กทม. 5 แห่ง ซึ่งจะมีห้องแยกดูแลผู้ป่วยและห้องแยกสำหรับตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อแยกโรค และจะขยายไปในโรงพยาบาลทั่วประเทศอีกจนครบ 30 แห่งจะเสร็จสมบูรณ์ในเดือน ธ.ค.นี้ หากมีผู้ป่วยสงสัยจะสามารถตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรายงานผลได้ใน 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันได้ฝึกซ้อมความพร้อมของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการป้องกันการติดเชื้อ โดยได้จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน รวมถึงการกำจัดขยะติดเชื้อแก่บุคลากรในโรงพยาบาล 4,000 เล่มแจกให้โรงพยาบาลรัฐและเอกชนทั่วประเทศ และจะเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของกรมควบคุมโรค เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน






