(รายงาน) ดับฝันตั้งสภาเอสเอ็มอีสอท.ค้านหวั่นขัดแย้ง
คณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เข้าหารือกับนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน
นายจักรมณฑ์ กล่าวว่า ได้หารือการจัดตั้งสภาเอสเอ็มอี เนื่องจากได้มีกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มาเรียกร้องว่า ส.อ.ท.ใหญ่เกินไป ทำให้ดูแลผู้ประกอบการระดับล่างไม่ทั่วถึง ดังนั้นจึงควรตั้งสภาเอสเอ็มอีเพื่อให้เป็นองค์กรที่ดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ
ทั้งนี้มองว่าหากมีการตั้งสภาเอสเอ็มอีขึ้นมาใหม่ ก็จะเป็นการแบ่งย่อยองค์กรภาคเอกชนมากเกินไป จากในปัจจุบันก็มีทั้ง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นต้น ซึ่งหากมีสภาฯธุรกิจแห่งใหม่เกิดขึ้นอีก ก็จะทำให้ภาคเอกชนขาดความเข้มแข็ง รวมทั้งองค์กรที่กล่าวมา ก็มีหน่วยงานดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภายใต้อยู่แล้ว และสมาชิกส่วนใหญ่ 80-90% ก็เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
อย่างไรก็ตามได้ส่งเรื่องให้ นายปราโมทย์ วิทยาสุข ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้ และประสานงานไปยังองค์กรเอกชนต่างๆมาร่วมหารือว่าควรจะตั้งสภาเอสเอ็มอีหรือไม่
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในขณะนี้ ส.อ.ท. ก็ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มเอสเอ็มอี และให้ความช่วยเหลือในทุกๆด้าน เช่น การจับคู่ธุรกิจ การลดต้นทุน การฝึกอบรมด้านต่างๆ และยังได้ผลักดันเรื่องเอสเอ็มอีให้เป็นวาระแห่งชาติ และเกิดการวางยุทธศาสตร์ชาติช่วยเหลือเอสเอ็มอีทั้งประเทศ
หลังจากนี้จะลงไปทำความเข้าใจกับสมาคมเอสเอ็มอีให้มากขึ้น เพื่อรวมกันให้เป็นปึกแผ่นทำงานร่วมกัน และขณะนี้คณะกรรมการร่วม 3 สถาบันเอกชน (กกร.) ก็อยู่ระหว่างการจัดทำนิยามของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขึ้นมาใหม่ให้มีความชัดเจน ซึ่งในแต่ละภาคธุรกิจก็มีคำจำกัดความของเอสเอ็มอีที่ต่างกัน
“หลังจากนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะนัดสภาหอการค้าฯ ส.อ.ท. สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวร่วมหารือกัน ว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร และจะเพิ่มความร่วมมือ ในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างไร เพื่อที่จะลดปัญหาความขัดแย้งในอนาคต ส่วนข้อโต้แย้งที่ระบุว่า ส.อ.ท.ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยได้นั้น มองว่าผู้ประกอบการรายย่อย เช่น ธุรกิจในห้องแถว หาบเร่แผงลอย มีขนาดเล็กและกระจายตัวเกินไป ไม่ว่าหน่วยงานไหนก็ไม่สามารถดูแลได้ ซึ่งควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล แต่หลังจากที่มีคำนิยามของเอสเอ็มอีที่ชัดเจน ก็จะสามารถกำหนดได้ว่าธุรกิจขนาดใด ภาคเอกชนจะต้องเข้าไปช่วยดูแล และกลุ่มใดเป็นหน้าที่ของรัฐเข้าไปดูแล” นายสุพันธุ์ กล่าว
นายปราโมทย์ กล่าวว่า การจัดตั้งสภาเอสเอ็มอี จะเป็นแบบแนวราบ ครอบคลุมไปในทุกภาคธุรกิจ จึงมีแนวโน้มเกิดขึ้นได้ยาก และจะเกิดคำถามมากมายว่า จะเชื่อมโยงการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างไร ดังนั้นจึงต้องให้องค์กรเอกชนทั้งหมด มานั่งโต๊ะคุยกัน หากเกิดสภาเอสเอ็มอีขึ้น ก็ต้องเข้ามาเสริมสร้างกันกับองค์กรเดิมที่มีอยู่ ไม่ใช้ตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาเพื่อแข่งขันกัน และหากตั้งขึ้นมาแล้วมีรูปแบบการทำงานที่เหมือนกัน ก็จะเกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน ดังนั้นในเรื่องนี้จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในอนาคต
นายจักรมณฑ์ กล่าวว่า ยังได้มีการหารือในเรื่องการกำจัดกากอุตสาหกรรมเป็นพิษมีประมาณ 3 ล้านตันต่อปี แต่มีเข้าระบบกำจัดที่ถูกต้องเพียง 1.2 ล้านตัน ที่เหลืออาจจะถูกกำจัดที่ไม่เหมาะสม ซึ่งได้สั่งการให้กรมโรงงานลงไปจัดทำข้อมูลรายละเอียด และนำขยะนอกระบบเข้ามากำจัดให้ถูกวิธี รวมทั้งให้ ส.อ.ท.ตั้งคณะทำงานเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหานี้
ส.อ.ท.ยังได้แสดงความเป็นห่วงในเรื่องการออกใบอนุญาตต่างๆ เช่น ใบ ร.ง.4 ใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และใบอนุญาตเหมืองแร่ ซึ่งในอนาคตจะมีกฎหมายเข้ามาควบคุมการออกใบอนุญาตต่างๆไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็จะต้องออกใบอนุญาตตามขั้นตอนต่างๆที่กฎหมายกำหนด
นายสุพันธุ์ กล่าวว่า ในเรื่องการออกใบอนุญาต และการต่ออายุใบอนุญาตต่างๆ กระทรวงอุตสาหกรรมควรจะแบ่งเกรดผู้ประกอบการ ว่ากลุ่มใดมีความประพฤติที่ดี กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง และกลุ่มใดต้องติดแบล็กลิส เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินงานทุกอย่างถูกต้อง ได้รับการต่อใบอนุญาตและอำนวยความสะดวกด้านต่างๆอย่างรวดเร็ว ส่วนกลุ่มที่มีปัญหาจะต้องจับตาตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับภาคอุตสาหกรรมโดยรวม









