ชาวนาภาคเหนือ โอดครวญมาตรการงดทำนาปรังสู้วิกฤติแล้ง จ่ายชดเชยไร่ละ 1,000 บาท ไม่ใช่แนวทางแก้ไขแบบยั่งยืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรณีปริมาณน้ำสะสมในเขื่อนใหญ่ 2 เขื่อนหลักของประเทศได้แก่ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ช่วงฤดูฝนมีปริมาณกักเก็บน้ำน้อยที่สุดในรอบ 10 ปี ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งภาวะภัยแล้งรุนแรงและมีผลต่อการใช้น้ำในภาคการเกษตร กระทั่งรัฐบาลประกาศห้ามทำนาปรัง 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยจะชดเชยจ่ายให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่ และจะจ้างเป็นแรงงานจ่ายวันละ 300 บาท ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุกพื้นที่
เกี่ยวกับรื่องนี้ นายกิตติศักดิ์ รัตนะวราหะ ประธานเครือข่ายชาวนาภาคเหนือ เปิดเผยว่า ได้มีการระดมประชาสัมพันธ์ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุกจังหวัดในภาคเหนือ ในการงดทำนาปรังในปีนี้ โดยเฉพาะพื้นที่นาที่ไม่มีบ่อบาดาลและไม่ได้อยู่ริมแม่น้ำ ไม่ควรทำนาปรังอย่างเด็ดขาด รวมทั้งการงดส่งน้ำชลประทาน ตั้งแต่ที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดวิกฤติภัยแล้ง ซึ่งก็มีชาวนาบางส่วนที่ไม่ติดตามข่าวสารและยังฝืนทำนา อาจจะเกิดความเดือดร้อนในภายหลัง
ส่วนเกษตรกรในพื้นที่ชลประทานก็จำเป็นต้องยอมรับเงื่อนไข ตามที่รัฐบาลกำหนดและดิ้นรนกันต่อไป ข้อดีก็คือจะไม่มีการแย่งน้ำกันเกิดขึ้น เพราะไม่มีน้ำปล่อยมายังชลประทานเลย ส่วนพื้นที่นาที่อยู่ริมแม่น้ำอาจจะพออยู่ได้เพราะสามารถสูบน้ำจากแม่น้ำขึ้นมา และไม่สามารถห้ามได้เพราะเป็นน้ำสาธารณะ แต่ก็มีเพียงส่วนน้อยจากพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดในประเทศ
"ทำได้อย่างเดียวคือยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะปัจจัยหลักมาจากธรรมชาตินอกเหนือการควบคุม ไม่สามารถกำหนด หรือบังคับฝนได้ ฝนก็ตกตามปกติ เพียงแต่บังเอิญปีนี้ตกในพื้นที่ใต้เขื่อนเป็นส่วนใหญ่ ทำให้น้ำสะสมมีจำนวนน้อยจนไม่สามารถบริหารจัดการให้ดูแลพื้นที่นาตามที่ต้องการได้ แต่ก็ยังเชื่อว่าไม่มีการแย่งน้ำเกิดขึ้นแน่นอน"นายกิตติศักดิ์
ประธานเครือข่ายชาวนาภาคเหนือ กล่าวว่า ทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ รวมทั้งการดูแลตลาดและการยกระดับราคาข้าว เพื่อทดแทนเวลาที่เสียเปล่าให้กับเกษตรกร นอกเหนือจากแผนการที่ว่าจะช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท หรือให้ปลูกพืชอื่นทดแทน ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน รวมทั้งต้องมีการวางแผนรองรับในระยะยาวเพื่อที่จะไม่ให้เกิดความเดือดร้อน และเหตุการณ์ซ้ำรอย
ลั่นไม่มีใครเชื่อ-หยุดทำนาปรัง
ขณะที่นายมนูญ มณีโชติ แกนนำชาวนาจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ไม่มีใครเชื่อและไม่มีใครหยุดทำนาปรังในจังหวัดพิจิตรแน่นอน แม้จะทราบถึงปัญหา แต่เกษตรกรก็ต้องดิ้นรนหาวิ และปรับวิถีชีวิต เพื่อให้อยู่รอด เพราะเป็นหนทางเดียว เนื่องจากจังหวัดพิจิตรเป็นแหล่งผลิตข้าวจำนวนมากที่สุดในประเทศ และทำนาข้าวมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ มีการทำนาข้าวถึงร้อยละ 99 ของจังหวัด
"หากไม่ทำนาข้าว จะให้ทำอะไร ทำอย่างอื่นก็ไม่ได้เพราะไร้องค์ความรู้อื่น พื้นที่ก็เหมาะแก่การทำนาที่สุด ไม่เหมาะทำไร่อื่น หากให้ทำเกษตรชนิดอื่นทดแทน นอกจากจะเสียเวลา ผลผลิตก็ไม่ดี และหากจะต้องปรับสภาพมาทำนาเมื่อถึงฤดูกาลต่อไปก็ต้องลงทุนปรับที่ใหม่ เห็นลู่ทางแห่งความขาดทุนตั้งแต่ยังไม่เริ่ม สรุปได้ว่ามีแต่เสียกับเสีย"นายมนูญ กล่าว
นายมนูญ กล่าวอีกว่า ภาวะความเดือดร้อนครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้ผมวิตกมากนัก เท่าที่ใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรมาเกือบทั้งชีวิต ก็เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลยุคไหนก็ไม่เคยเห็นทุกข์ที่แท้จริงของเกษตรกรรากหญ้า เนื่องจากไม่เคยได้เอาคนที่อยู่ในพื้นที่จริงเดือดร้อนจริงไปกำหนดนโยบาย ผลกระทบที่ทราบก็นั่งอยู่ในห้องแอร์ ไม่ได้ตากแดดรับฟัง มีเพียงหุ่นเชิดสูบเลือด บังหน้าด้วยการเสนอแนวทางช่วยเหลือแต่ผลประโยชน์ก็เข้ากระเป๋าตนเอง สุดท้ายชาวนาก็ยังมีปัญหาถาโถมจากทุกทิศทางเช่นเดิม
"ชาวนาก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ค่าเทอมลูก ค่ารถ ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เหมือนคนทั่วไป แค่ค่าตอบแทนไม่เกิน 15,000 บาท ต้องถามว่า ผู้กำหนดนโยบายท่านใช้พอหรือไม่ ใช้หมดในกี่วินาที แต่นี่ชาวนาต้องประทังชีวิตเพื่อให้อยู่รอดจนถึงฤดูกาลหน้า โดยเฉพาะมีครอบครัวอีกกี่ชีวิตที่ต้องเลี้ยงดู ผมกินข้าว กินเนื้อ ไม่ได้กินแต่ผักกับหญ้า”นายมนูญ กล่าว
ชาวนาพิษณุโลกเหน็บรัฐไม่ใช่วิธีแก้แบบยั่งยืน
นายทองแดง น้อยรุ่ง ตัวแทนเกษตรกรใน จ.พิษณุโลก กล่าวว่า หลังจากทางชลประทานได้งดปล่อยน้ำนาปี และต้องงดทำนาปรังตามที่รัฐบาลกำหนด หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ คือ ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ที่มีพื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะนาข้าวจำนวน กว่า 1.2 หมื่นไร่ ที่อาศัยน้ำในการปลูกข้าวจากการผันน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์เข้าสู่คลองชลประทาน แล้วชีวิตชาวนาจะอยู่กันอย่างไร
ส่วนแนวทางแก้ปัญหาของหน่วยงานราชการคือลดการทำนาปรังในฤดูแล้ง และให้ปลูกถั่ว ข้าวโพด หรือพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทน รวมทั้งมีการฝึกอาชีพเสริมให้แก่ชาวนา แทนการทำนาปรัง แต่กลับไม่ใช้วิธีการแก้ปัญหาให้เกษตรกรยั่งยืน ด้วยองค์ความรู้ของเกษตรกรสืบทอดกันมา แต่บรรพบุรุษที่มีเฉพาะในการทำนาข้าว และพื้นที่นาไม่เหมาะกับการปลูกพืชชนิดอื่น ที่ต้องอาศัยลักษณะภูมิประเทศที่ต่างจากนาข้าว
"ชาวนาก็ทำได้แค่รอดูสถานการณ์กันต่อไป ว่าจะมีแนวทางไหนที่จะพอบรรเทาทุกข์ และสามารถทำให้ลืมตาอ้าปากได้บ้าง ช่วงนี้ยังพออยู่ พอทนกันได้ ก็หวังว่าทางรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องจะมีวิธีการที่ดี ช่วยแก้ไขและช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอย่างจริงจัง นอกเหนือจากที่บอกว่า จะให้ไร่ละ 1,000 หรือให้ปลูกพืชชนิดอื่น และจ้างวันละ 300 บาท เพราะนี่ไม่ใช่แนวทางที่ชาวนาจะอยู่รอดแน่นอน"นายทองแดง กล่าว









