กรมธุรกิจพลังงานเตรียมหารือกระทรวงพาณิชย์ คุมราคาแอลพีจีภาคขนส่ง หลังพบปั๊มแอลพีจีเอาเปรียบผู้บริโภค
นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า กรมธุรกิจพลังงานเตรียมที่จะหารือกับกระทรวงพาณิชย์ ถึงความเป็นไปได้ที่จะให้แอลพีจีภาคขนส่งเป็นสินค้าควบคุม หลังจากที่ผ่านมาพบว่า ผู้ประกอบการปั๊มแอลพีจี จำหน่ายแอลพีจีภาคขนส่ง สูงกว่าราคาที่รัฐประกาศเอาไว้มาก ทั้งๆที่ รัฐกำหนดค่าการตลาดให้กับผู้ค้าถึง 3.25บาทต่อกิโลกรัมแล้ว
“ที่ผ่านมาราคาแอลพีจีภาคขนส่งที่รัฐประกาศออกมามีหน่วยเป็นกิโลกรัม แต่ผู้บริโภคที่เข้าไปเติมแอลพีจีที่ปั๊ม ถูกคิดราคาเป็นลิตร จึงไม่รู้ว่าราคาแอลพีจี ตามที่รัฐประกาศอยู่ที่เท่าไหร่ โดยปัจจุบันราคาแอลพีจีหน้าปั๊ม ผู้ค้าจะขายในราคาเท่าไหร่ก็ได้ เพราะไม่ได้เป็นสินค้าควบคุม เราจึงจะเห็นว่าปั๊มแอลพีจี ต่างแข่งกันดึงลูกค้าด้วยการแจกน้ำ เพราะได้กำไรสูงกว่าค่าการตลาดที่รัฐกำหนด ซึ่งเรื่องนี้ทางกรมธุรกิจพลังงาน จะหารือกับกระทรวงพาณิชย์ ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะดึงแอลพีจีภาคขนส่งมาเป็นสินค้าควบคุม “ นายวิฑูรย์ กล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันราคาแอลพีจีภาคขนส่ง ที่ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง) ให้ปรับราคาจำหน่ายขึ้นอีก62สตางค์ต่อกิโลกรัม จาก21.38 บาทต่อกิโลกรัมเป็น 22.00บาทต่อกิโลกรัม นั้นเมื่อคิดเป็นราคาต่อลิตร จะอยู่ที่ประมาณ 11.88 บาทต่อลิตร ในขณะที่ปั๊มแอลพีจี แต่ละแห่งจะมีการกำหนดราคาขายหน้าปั๊มแตกต่างกันโดยบางปั๊ม จำหน่ายแอลพีจี สูงถึง 14 บาทต่อลิตร ทั้งๆ ที่ได้ค่าการตลาด สูงกว่าน้ำมันอยู่แล้ว คือ ประมาณ1.75บาทต่อลิตร ในขณะที่ค่าการตลาดน้ำมันอยู่ที่ ประมาณ 1.50บาทต่อลิตร ดังนั้น จึงมีการขออนุญาตเปิดปั๊มแอลพีจี เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันมีปั๊มแอลพีจีทั่วประเทศ ประมาณ1,800 แห่ง
แหล่งข่าว กล่าวว่า การที่แอลพีจีภาคขนส่ง ไม่ได้เป็นสินค้าควบคุม จึงทำให้เจ้าของปั๊มสามารถที่จะตั้งราคาขายปลีกหน้าปั๊มเท่าไหร่ก็ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่ได้มีการแข่งขันกันสูง นอกจากนี้ บริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด คือ สยามแก๊ส ไม่ใช่ปตท. ที่มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 10% เท่านั้น









