นักเศรษฐศาสตร์ชี้สูญเงินจำนำข้าว 7 แสนล้าน ดันภาระหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่ม 4-5% หวั่นกระทบงบลงทุนภาครัฐ
นักเศรษฐศาสตร์ชี้สูญเงินจำนำข้าว 7 แสนล้าน ดันภาระหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่ม 4-5% ขยายเวลาชำระหนี้ 30 ปี รับความเสี่ยงดอกเบี้ยขาขึ้น ระบุภาวะการคลังไทย"ไม่วิกฤติ" แต่มีข้อจำกัดตั้งงบลงทุนฯ คลังคาดรัฐจ่อคลอดแผนออกพันธบัตรระยะยาวรีไฟแนนซ์ใช้หนี้จำนำข้าว แจงข้อจำกัดวงเงิน 3-4 หมื่นล้านต่อปี
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดที่จะขยายระยะเวลาชำระหนี้จากโครงการรับจำนำข้าว วงเงินกว่า 7 แสนล้านบาทจากเดิมชำระคืนภายใน 5 ปีออกไปเป็น 30 ปี ว่าแนวทางการจัดการหนี้ภาครัฐด้วยวิธีการยืดระยะเวลาในการชำระหนี้ออกไปถือว่าเป็นแนวทางที่รัฐบาลทำได้ แต่จะทำให้เป็นภาระทางการคลังกับประเทศในระยะยาว ปัจจุบันหนี้สาธารณะของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 40% ของจีดีพี หากรวมภาระหนี้จากโครงการรับจำนำข้าวเข้ามา ส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นอีก 4-5 % ซึ่งไม่ถือว่าเป็นภาวะวิกฤติหนี้สาธาราณะ
"ภาวะการคลังไทยในปัจจุบันไม่ได้วิกฤติ แต่จะเหนื่อยจากภาระงบประมาณเพิ่มขึ้น ทำให้งบลงทุนมีข้อจำกัดและกระทบกับการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว"
ขณะนี้ปัญหาทางการคลังของไทยไม่สามารถดูเฉพาะระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาภาระหนี้ในงบประมาณด้วย การจัดการหนี้จำนำข้าวไม่จำเป็นจะต้องยืดระยะเวลาออกไป จะเป็นภาระทางการคลังในระยะยาว นอกจากนั้นจะเสี่ยงกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยในระยะยาวดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น แต่จะเพิ่มขึ้นเร็วแค่ไหนอยู่ที่อัตราเงินเฟ้อ หากอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเร็วอัตราดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นเร็วด้วยเช่นกัน
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าแนวทางการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ในโครงการรับจำนำข้าว จาก 5 ปี เป็น 30 ปี แนวทางที่รัฐบาลจะใช้คือการออกพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวหรือแปลงพันธบัตรระยะสั้นที่มีระยะเวลาในการไถ่ถอน 5 ปี ไปเป็นพันธบัตรที่มีอายุในการไถ่ถอนตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปเพื่อระดมเงินมาใช้หนี้จำนวนดังกล่าว ในขณะนี้สำนักบริหารหนี้สาธารณะกำลังอยู่ระหว่างนำเสนอแนวทางให้กับกระทรวงการคลังและรัฐบาลพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินการ
ทั้งนี้ มีข้อควรระวังในการขยายระยะเวลาการชำระหนี้ภาครัฐออกไปเป็นหนี้ระยะยาว คือตลาดพันธบัตรระยะยาวเป็นตลาดที่มีข้อจำกัดในการระดมทุนโดยพันธบัตรที่มีระยะเวลาในการไถ่ถอนอยู่ที่ประมาณ 30 ปีขึ้นไปจะมีขนาดประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาทต่อปี ถือเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง และพันธบัตรระยะยาวมักจะไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนหรือธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่มักจะเข้าซื้อพันธบัตรหรือตราสารทางการเงินที่มีอายุในการไถ่ถอนในระยะสั้นมากกว่า ส่วนใหญ่ลูกค้าที่ต้องการซื้อพันธบัตรระยะยาวจะเป็นบริษัทประกันชีวิตที่ต้องการผลตอบแทนที่มีความแน่นอนในระยะยาว
สำหรับทางเลือกในการบริหารหนี้โดยการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศมาชำระหนี้ในระยะต่อไป จะทำได้ยากและมีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยของโลกในอีกหลายปีข้างหน้าเป็นทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ต้นทุนทางการเงินในการกู้ยืมจะสูงขึ้น รวมทั้งมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ทั้งนี้การชำระหนี้คืนในระยะยาวจะเป็นภาระต่อระดับหนี้สาธารณะของประเทศมากน้อยอย่างไร จะต้องดูปัจจัยต่างๆ ประกอบด้วย เช่น อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในอนาคตว่ามีผลต่อการชำระหนี้อย่างไร
"แนวทางการบริหารหนี้ในส่วนนี้ของรัฐบาล คือการรีไฟแนนซ์ ยืมเงินระยะยาวมาจ่ายในระยะสั้น ส่วนในระยะสั้นที่ยังไม่มีการชำระเงินต้นก็บริหารให้ได้เงินเพียงพอมาจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรระยะสั้นที่ครบการไถ่ถอนแล้วแปลงเป็นพันธบัตรระยะยาว ซึ่งตลาดพันธบัตรระยะยาวมีจำกัด เพราะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อพันธบัตรระยะยาวในประเทศไทยมีไม่มาก" แหล่งข่าวกล่าว









