วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้ราคาประเมินที่ดินใหม่หนุนรายได้รัฐเพิ่ม

สศค.ชี้ราคาประเมินที่ดินใหม่ หนุนรัฐรีดรายได้เพิ่มแสนล้าน เผยราคาฐานที่ดินปี2551 เพิ่มจากปี 2521 กว่า4พันเท่า

สศค.ระบุ การใช้ฐานคำนวณราคาที่ดินที่เป็นปัจจุบันจะสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี เชื่อราคาประเมินใหม่ หนุนภาครัฐจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มปีละแสนล้านบาท พร้อมเผยผลศึกษาการสุ่มตัวอย่างราคาประเมินที่ดินที่ใช้นับตั้งแต่ 2521 เทียบกับ ราคาประเมินที่ดินปี 2551 พบว่า พื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีราคาประเมินที่แตกต่างกันประมาณ 4 เท่า

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยผลการศึกษาเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะช่วยแก้ไขปัญหาภาษีการถือครองทรัพย์สินปัจจุบันได้อย่างไร โดยหนึ่งในหัวข้อที่มีการศึกษาและเสนอให้มีการปรับปรุงก่อนที่กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีการบังคับใช้ ซึ่งก็คือ การเปลี่ยนฐานราคาที่ดินที่จะนำมาคำนวณภาษีที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่ให้เป็นปัจจุบัน

ขณะนี้การจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ ได้ใช้ฐานราคาปานกลางของที่ดินเมื่อปี 2521-2524 ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้จากภาษีนี้น้อยมาก ซึ่งสศค.ได้ประเมินฐานของราคาที่ดินปี 2521-2524 เปรียบเทียบกับราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินปี 2547 - 2550 พบว่า ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินปี 2547- 2550 เพิ่มขึ้นจากราคาปานกลางของที่ดินปี 2521-2524 เป็นจำนวนตั้งแต่ 4 เท่า ถึง 4,137 เท่า สำหรับ 9 พื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร และ เพิ่มขึ้น 1 เท่าถึง 3,999 เท่าของ 16 เขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

การสุ่มตัวอย่างราคาประเมินของที่ดินใน 9 เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่า เขตที่เพิ่มขึ้นสูงสุด คือ เขตบางขุนเทียน ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 82 เท่าถึง 4,137 เท่า, ส่วนเขตอื่น ๆ อาทิ พระนคร ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 5 เท่า ถึง 19 เท่า, เขตราชเทวี ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 8 เท่าถึง 30 เท่า, เขตลาดพร้าว ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 4 เท่า ถึง 81 เท่า, เขตยานนาวา ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 8 เท่าถึง 93 เท่า, เขตตลิ่งชัน ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 14 เท่า ถึง 213 เท่า, เขตภาษีเจริญ ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 28 เท่า ถึง 215 เท่า , เขตมีนบุรี ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 12 เท่าถึง 432 เท่า, เขตหนองจอก ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 42 เท่าถึง 259 เท่า

ส่วน 16 เขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้มีการสุ่มตัวอย่าง พบว่า ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินปี 2547 - 2550 เพิ่มขึ้นจากราคาปานกลางของที่ดินปี 2521 - 2524 เป็นจำนวนตั้งแต่ 1 เท่า ถึง 3,999 เท่า โดยราคาประเมินของที่ดินที่เพิ่มสูงสุด คือ จังหวัดระยอง เทศบาลนครระยอง ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 32 เท่า ถึง 3,999 เท่า รองลงมา คือ จังหวัดนครปฐม เทศบาลนครนครปฐม ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 2 เท่า ถึง 2,416 เท่า,จังหวัดภูเก็ต เทศบาลนครภูเก็ต ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น 2 เท่า ถึง 1,362 เท่า

ขณะนี้ สศค.กำลังรอข้อมูลราคาประเมินที่ดินล่าสุดที่จะประกาศในปีใช้ในรอบปี 2559-2562 ซึ่งเป็นรอบของการประกาศทุก 4 ปี จากกรมธนารักษ์ ที่คาดว่า จะทำแล้วเสร็จในปี 2558 มาศึกษาอีกรอบว่า ปรับเปลี่ยนมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้สอดคล้องกับภาษีที่ดินรัฐบาลจะนำมาใช้ในอนาคต ขณะนี้นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบหมายให้กรมธนารักษ์ เร่งประเมินราคาที่ดินเป็นรายแปลง ทั่วประเทศมีที่ดินที่มีโฉนดและนส.3 ก.จำนวน 30 ล้านแปลง แต่สามารถประกาศราคาประเมินได้เพียง 7 ล้านแปลง ที่เหลือจะเป็นราคาประเมินรายบล็อก(พื้นที่)

ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะประกาศใช้นั้นจะเป็นการจัดเก็บภาษีตามราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง บ้าน ห้องชุดที่เป็นปัจจุบันโดยมีมูลค่าที่ดิน ซึ่งจะมีราคาแตกต่างกันตามทำเลที่ตั้งของที่ดิน ซึ่งจะให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีด้วยกันเอง เช่น จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2555 ก็จะใช้บัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างหรือห้องชุดปี 2555 - 2558 ในการประเมินภาษี ถ้าที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ก็จะมีราคาประเมินทุนทรัพย์สูงกว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างห่างจากริมถนนใหญ่ดังกล่าวลึกเข้าไปในซอย

นอกจากนี้ ยังมีภาษีที่เกี่ยวข้อง คือ ภาษีโรงเรือนและที่ดินใช้ค่ารายปีหรือค่าเช่าต่อปีเป็นฐานภาษี ซึ่งมีความซ้ำซ้อนกับภาษีเงินได้ที่จัดเก็บจากรายได้ค่าเช่า การกำหนดให้ใช้ดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นช่องว่างให้เกิดการทุจริตมาก ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีในแต่ละปีได้น้อยมาก โดยปีล่าสุดภาษีบำรุงท้องที่ จัดเก็บได้ปีละ 1,000 ล้านบาท ส่วนภาษีโรงเรือนและที่ดิน จัดเก็บได้เพียงปีละ 23,000 ล้านบาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับงบที่รัฐบาลกลางต้องจัดสรรงบไปยังหน่วยงานท้องถิ่นปีละหลายแสนล้านบาท ดังนั้น หากมีการเปลี่ยนราคาประเมินใหม่จะทำให้รายได้จากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มปีละเป็นแสนล้านบาท