บอร์ดสิ่งแวดล้อมไฟเขียว กทม.กับอีก 6 จังหวัดอนุมัติอีไอเอโครงการก่อสร้างคอนโดมีเนียมได้เอง เหตุ สผ.งานล้น
ขณะที่นักวิชาการเผยระบบการจัดทำรายงานอีไอเอกลายเป็นธุรกิจสิ่งแวดล้อม ปรับเพิ่มราคาจากปี 54 มากถึงเท่าตัว จากเดิมราคาเพียงแค่ไม่กี่แสนบาท พุ่งขึ้นสูงกว่า 2 ล้าน
นายเกษมสันต์ จิณณวาโส เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (บอร์ดสิ่งแวดล้อม) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน เมื่อวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้ให้ความเห็นชอบการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น หรือ "ไออีอี" และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ "อีไอเอ" สำหรับโครงการคอนโดมีเนียมใน 7 พื้นที่ ครอบคลุมกรุงเทพมหานคร (กทม.) ชลบุรี ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี พังงา และกระบี่
อย่างไรก็ดี มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นโครงการคอนโดมีเนียมสูงไม่เกิน 8 ชั้น ความสูงไม่เกิน 23 เมตร และพื้นที่ใช้สอยไม่ถึง 1 หมื่นตารางเมตรเท่านั้น
นายเกษมสันต์ กล่าวว่า ตามขั้นตอนหลังจากบอร์ดสิ่งแวดล้อมเห็นชอบแล้ว จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบข้อกฎหมาย ถ้าไม่มีการแก้ไขมาก และกฤษฎีกาเห็นชอบ ก็จะส่งกลับไปที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้รัฐมนตรีลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเษกษา
ทั้งนี้ สาเหตุของการเสนอให้ท้องถิ่นตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ของจังหวัดพิจารณาอีไอเอ และไออีอี โครงการคอนโดมีเนียมได้เองนั้น เนื่องจากปัจจุบันมีการส่งโครงการคอนโดมีเนียมและที่พักอาศัยให้ทาง สผ.พิจารณามากกว่าปีละ 1,000 โครงการ ทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าจนถูกติติงจากผู้ประกอบการ
อีกทั้งการตรวจสอบในบางโครงการ ท้องถิ่นที่เป็นที่ตั้งโครงการนั้นๆ น่าจะดำเนินการเองได้ โดยจากนี้ สผ.จะเร่งทำคู่มือพิจารณาโครงการในด้านต่างๆ ของคอนโดมีเนียม รวมทั้งอบรมท้องถิ่น และให้ท้องถิ่นคัดเลือก คชก. 8 คนส่งให้ สผ. อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการคอนโดมีเนียมและอาคารขนาดใหญ่ เช่น โรงพยาบาล ตึกสูงเกิน 23 เมตร ยังต้องส่งอีไอเอให้ สผ.พิจารณาเช่นเดิม
ด้าน นายสนธิ คชวัฒน์ เลขาธิการสมาคมอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ในปัจจุบันมีโครงการพัฒนาที่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ รายงานอีไอเอ/อีเอชไอเอ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 เป็นจำนวนมาก เช่น โครงการที่พักอาศัยขนาด 80 ห้องขึ้นไป, โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่, โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนขนาด 10 เมกะวัตต์ขึ้นไป, การขุดเจาะปิโตรเลียมบนบกและในทะเล, ระบบคมนาคมขนส่งทางบกและทางอากาศ เป็นต้น
โครงการเหล่านี้เมื่อจะพัฒนาโครงการต้องจัดจ้างที่ปรึกษาที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ชำนาญการฯกับ สผ. ซึ่งปัจจุบันมีเกือบ 70 แห่ง ส่วนใหญ่จะรับจัดทำรายงานอีไอเอด้านที่พักอาศัยมากกว่าร้อยละ 80 ที่เหลือรับจัดทำรายงานอีไอเอด้านอื่นๆ แต่สิ่งที่น่าสังเกต คือ ราคาค่าจ้างในการจัดทำรายงานผลประทบสิ่งแวดล้อมสูงขึ้นไปจากเดิมเมื่อปี 54 ถึงเท่าตัว
เช่น โครงการด้านที่พักอาศัยในปี 54 อยู่ที่ 7-8 แสนบาท ปัจจุบันอยู่ที่ 1.5-2 ล้านบาท แล้วแต่ขนาดและที่ตั้งโครงการ, โครงการประเภทเหมืองแร่ ปี 54 อยู่ที่ 8 แสน-1.5 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ที่ 3 ล้านบาทขึ้นไป , ประเภทโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ปี 54 อยู่ที่ 1-2 ล้านบาท ปัจจุบันราคา 3.5 ล้านบาทขึ้นไป, โรงงานประเภทปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน ปี 54 ราคาอยู่ระหว่าง 1.5-2.5 ล้านบาท ปัจจุบันราคา 5 ล้านบาท
"ราคาดังกล่าวอาจไม่รวมค่าจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งต้องจัดเวทีอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยที่เจ้าของโครงการเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งผมได้สอบถามที่ปรึกษาว่า ทำไมราคาค่าจัดทำรายงานฯจึงสูงมาก ส่วนใหญ่บอกว่าเพราะ สผ.ได้ออกข้อกำหนดต่างๆ ออกมาจำนวนมาก ทำให้ต้องเพิ่มราคา" นายสนธิกล่าว
เขาบอกด้วยว่า เงื่อนไขที่ สผ.เพิ่มเติมมาในการทำรายงาน อีไอเอ เช่น ด้านที่พักอาศัย บางแห่งกำหนดให้ต้องทำการตรวจวัดมลพิษทางอากาศในบรรยากาศอย่างน้อย 3-7 วัน อาทิ ตรวจวัดฝุ่นละออง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เพื่อเป็นค่าแบ็คกราวด์ ซึ่งราคาค่าตรวจวัดอาจต้องใช้งบประมาณเกือบ 2 แสนบาท หากรวมตรวจวัดอื่นๆ อีกก็ตก 3 แสนบาทเป็นอย่างน้อย
ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมหรือโรงไฟฟ้า มีข้อกำหนดด้านการประเมินผลกระทบด้านอากาศที่ละเอียดมาก ค่าจัดทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ด้านอากาศอย่างเดียวก็ตกเกือบ 3 แสนบาทแล้ว นอกจากนี้ยังต้องเสียค่าออกแบบแปลนอย่างละเอียด รวมทั้งตรวจวัดมลพิษอื่นๆ อีกมากมาย
นายสนธิ บอกด้วยว่า ทำไมเจ้าหน้าที่รัฐหรือคณะกรรมการฯต้องออกข้อกำหนดมากมาย ทำให้ราคาของรายงานฯสูงมากเกินความเป็นจริง ทั้งๆ ที่ข้อกำหนดบางอย่างก็ไม่มีความจำเป็น และหลายๆ โครงการที่เห็นชอบไปก็เกิดปัญหาการร้องเรียนหรือการไม่ยอมรับจากประชาชน ทำไมไม่นำข้อคิดเห็นจากนักวิชาการและข้อห่วงกังวลของประชาชนมาเป็นจุดเริ่มต้น หรือเป็นหัวข้อสำคัญในการจัดทำรายงานฯ ซึ่งจะลดแรงเสียดทานมากกว่าเป็นหัวข้อจากคณะกรรมการฯ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ดุลยพินิจ
นอกจากนี้ ในการพิจารณารายงานฯของคณะกรรมการฯ ควรจะเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกโครงการในประเภทเดียวกัน โดยฟังเสียงร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่เป็นตัวตั้งมากกว่าไปตั้งประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่สำคัญ









