นักวิชาการชี้เรือปูนซีเมนต์ SCG ล่มกลางทะเลไม่กระทบสิ่งแวดล้อม หวั่นกู้เรือล่มถุงปูนแตกกระทบหญ้าทะเลแหล่งใหญ่
ตามที่นักวิจัยกลุ่มนิเวศน์ทางทะเล ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันจ.ภูเก็ต นำทีมนักวิจัยทางทะเลลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำทะเลบริเวณจุดเกิดเหตุเรือบรรทุกปูนซีเมนต์ของบริษัท เอสซีจี ล่มลงกลางทะเลตรังจำนวน 2 ลำ บริเวณพื้นที่บ้านหาดยาว ต.เกาะลิบง อ.กันตัง ทำให้ปูนซีเมนต์น้ำหนักกว่า 3,000 ตัน จมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล ด้วยการเก็บตัวอย่างน้ำ วัดอุณหภูมิ จับพิกัดจีพีเอส และตรวจวัดระดับน้ำ รวม 3 จุด รอบเรือทั้ง 2 ลำ ที่ระดับน้ำลึกตั้งแต่ 6-8 เมตร เพื่อสำรวจผลกระทบและการแพร่กระจายของปูนซีเมนต์ เพื่อดูทิศทางว่าจะมีปูนซีเมนต์จากพื้นที่จุดเรือล่มแพร่ไปยังบริเวณใดได้บ้าง
เนื่องจากจุดเรือปูนล่มดังกล่าวอยู่ไม่ไกลจากเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง และอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของพะยูนฝูงใหญ่ของไทยกว่า 100 ตัว และมีหญ้าทะเล ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากปูนที่จมลงไปปกคลุมจึงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
นายอุกกฤต สตภูมินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน กล่าวว่า ผลการวิเคราะห์สภาพตัวอย่างน้ำพบว่า สภาพของน้ำไม่มีความผิดปกติ จึงไม่บ่งชี้ว่าจะเกิดผลกระทบอะไร เพราะสภาพการจมของเรือไม่ได้ทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของปูนซีเมนต์
เนื่องจากเรือจมในสภาพถูกคลื่นกระแทกจนเรือแตกล่มจมลงทะเลในท่าลักษณะปกติ ไม่ได้พลิกคว่ำหรือตะแคง ปูนทั้งหมดจึงยังอยู่ในเรือดังเดิม แต่ที่จะต้องระวังต่อไปคือ การกู้เรือจะต้องระมัดระวังไม่ให้ถุงปูนแตกปูนฟุ้งกระจายลงในน้ำตะกอนจะไปเกาะกับหญ้าทะเล แต่ในที่นี้ค่อนข้างปลอดภัย เพราะจุดที่เรือจมไม่ได้ทับแหล่งหญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารของพะยูน เนื่องจากหญ้าทะเลแหล่งใหญ่อยู่ห่างออกไปจากจุดเกิดเหตุประมาณ 4-5 กม.บริเวณเกาะมุกด์ และเกาะตะลิบง
แต่อย่างไรก็ตามในวันที่บริษัททำการกู้เรือ จะต้องมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปกำกับดูแลการกู้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การกู้เรือเป็นไปอย่างเรียบร้อยไม่มีถุงปูนแตกหรือนำปูนทิ้งลงทะเลต่อไป และเมื่อคลื่นลมสงบท้องฟ้าเปิดสภาพอากาศดีจะส่งนักวิจัยลงมาดำน้ำสำรวจพื้นที่ทะเลอีกครั้งเพื่อลงไปดูให้แน่ใจว่าสภาพของเรือและปูนรวมทั้งพื้นที่ทะเลอยู่ในสภาพใดและจะไม่กระทบสิ่งแวดล้อมจริงหรือไม่
นายอุกกฤต กล่าวอีกว่า สิ่งที่นักวิชาการรู้สึกกังวลคือ ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลยังคงมีต่อไป ซึ่งก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุเรือล่มได้อีก ก็กลัวจะล่มไปทับแหล่งหญ้าทะเลแหล่งใหญ่ที่มีอยู่และเป็นอาหารของพะยูนและแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน ซึ่งหลังจากนี้จะต้องหารือร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนและหาทางป้องกันต่อไป ทั้งนี้ เมื่อปี 2533 เคยเกิดอุบัติเหตุเรือบรรทุกปูนซีเมนต์ล่มลงกลางทะเลตรังครั้งใหญ่มาแล้วถึง 12 ลำ แต่จมลง 9 ลำ พร้อมปูนซีเมนต์กว่า 13,500 ตัน ซึ่งปูนซีเมนต์จำนวนดังกล่าว
ขณะนั้นไม่สามารถกู้ขึ้นมาได้ จึงจับตัวแข็งกลายเป็นภูเขาปูนอยู่ใต้ท้องทะเล หน้าเกาะลิบง และได้ทับพื้นที่หญ้าทะเลไปด้วยส่วนหนึ่ง ทำให้เราต้องสูญเสียพื้นที่แหล่งหญ้าทะเลไป แต่โดยสภาพทั่วไปขณะนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในรูปแบบอื่น และได้กลายเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อนไปแล้ว
โดยภูเขาปูนซีเมนต์ดังกล่าวมีการจับตัว แต่ส่วนปูนซีเมนต์ที่อยู่ใต้ทะเล ในพื้นที่ ซึ่งเกิดจากบรรทุกปูนซีเมนต์ถูกคลื่นซัดจมลงทะเลเช่นกันเมื่อปี 2533 ส่งผลให้ปูนซีเมนต์จมอยู่ในก้นทะเลจนถึงขณะนี้พบว่าลงไปทับบริเวณแหล่งหญ้าทะเล นอกจากทำให้เสียพื้นที่แหล่งหญ้าทะเลไปส่วนหนึ่ง นอกจากนั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นและกลายเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำทะเลไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ผ่านมาแล้ว 10 วัน ทางเจ้าหน้าที่ของบริษัท จัมโบ้บาร์จแอนด์ทัก จำกัด เจ้าของเรือบรรทุกสินค้าดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถจะกู้เรือทั้ง 2 ลำได้ แม้จะใช้ความพยายามออกไปดำเนินการมาแล้วหลายครั้งก็ตาม เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย คลื่นลมพายุพัดกระหน่ำ และฝนตกหนักตลอดเวลา
ทั้งนี้ ในการนำเรือพร้อมอุปกรณ์ออกไปกู้ทุกครั้ง ไม่สามารถฝ่าเข้าใกล้ที่เรือทั้ง 2 ลำ ต้องจอดลอยลำอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 300 - 400 เมตร ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงยังต้องรอให้คลื่นลมสงบต่อไป ประกอบกับจุดที่เรือปูนทั้ง 2 ล่มอยู่ขณะนี้นั้น ไม่ได้กีดขวางร่องน้ำ เนื่องจากคลื่นซัดเรือทั้ง 2 ลำออกจากร่องน้ำไปเกยอยู่บริเวณสันดรน้ำตื้น แต่เจ้าหน้าที่ก็ปิดเส้นทางเดินเรือที่จะผ่านบริเวณทั้งหมด เพื่อความปลอดภัย
แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีร่องน้ำลึกที่เรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่สามารถผ่านได้ แต่เรือบรรทุกปูนซีเมนต์กว่า 20 ลำ พร้อมสินค้าประมาณ 30,000 ตัน ก็ยังพร้อมใจกันจอดรอให้คลื่นลมสงบ จึงจะออกเดินทางบรรทุกสินค้าได้ตามปกติ คาดว่าจะต้องหลังวันที่ 18 กันยายนนี้ ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา








