กรมชลฯ-ศูนย์เตือนภัยพิบัติ ยันปีนี้ไม่มีน้ำท่วมใหญ่ซ้ำรอยปี54 ชี้น้ำในเจ้าพระยายังไม่ถึง1ใน3
กรมชลฯ-ศูนย์เตือนภัยพิบัติ ยันปีนี้ไม่มีน้ำท่วมใหญ่ซ้ำรอยปี 54 ระบุน้ำท่วมหลายพื้นที่ขณะนี้เรื่องไปตามธรรมชาติที่ลุ่มต่ำ ชี้ระดับน้ำในเจ้าพระยามีแค่ 1 ใน 3 ของความจุแม่น้ำ ปัดกระแสข่าวจีนเปิดเขื่อนปล่อยน้ำลงโขงทำไทยท่วมไม่เป็นความจริง เชื่ออีกไม่กี่วันสถานการณ์น้ำในหลายจังหวัดคลี่คลาย
นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ฝ่ายบำรุงรักษา เปิดเผยเมื่อวานนี้ (8 ก.ย.) ว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เช่น เชียงราย และพิษณุโลก เป็นน้ำท่วมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีการท่วมขังเมื่อมีฝนตกหนัก ตกแช่ในบางพื้นที่
"สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แบบเดียวกับเหตุน้ำท่วมใหญ่ ปี 54 เพราะไม่มีปริมาณน้ำมากจนต้องเร่งระบายน้ำจากเขื่อน หรือน้ำมากจนล้นแม่น้ำ หรือข้ามคันกั้นน้ำเข้าท่วมชุมชน ดังนั้นต้องแยกแยะให้เข้าใจ ไม่ตื่นตระหนก" นายสุเทพ กล่าว
"เชียงราย-สุโขทัย"ท่วมชั่วคราว
เขาบอกว่า กรณีน้ำท่วมที่ จ.เชียงราย เกิดขึ้นจากฝนตกหนักแล้วน้ำฝนที่ตกสะสมบนภูเขาไหลบ่าลงมาในเขตเมือง ระบบระบายน้ำของตัวเมืองทำงานไม่ทันจึงเกิดน้ำท่วมขังชั่วคราว
ส่วนที่ จ.สุโขทัย น้ำท่วมตัวเมือง เป็นสภาพที่เข้าใจได้ เพราะอยู่ในพื้นที่แม่น้ำยม ซึ่งยังไม่มีเขื่อนรับน้ำแม้แต่แห่งเดียว วิธีจัดการจึงเป็นการผันน้ำออกไปทางประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ เข้าคลองหกบาท
ระหว่างทางน้ำก็จะผ่านทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นแก้มลิงโดยธรรมชาติ ก่อนลงสู่แม่น้ำน่าน ไหลไปรวมกันที่ จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นระบบปกติของแม่น้ำเจ้าพระยา
ชี้ระดับน้ำทุกแหล่งไม่ถึง1ใน3
รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้แสดงข้อมูลปริมาณน้ำ ในวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า ปริมาณน้ำในลำน้ำเจ้าพระยา ที่ จ.นครสวรรค์ ไหลอยู่ที่ประมาณ 1,290 ลบ.ม.ต่อวินาที คิดเป็น 1 ใน 3 ของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีขนาดการไหลประมาณ 3,600 ลบ.ม.ต่อวินาที
ส่วนปริมาณน้ำก่อนไหลเข้ากรุงเทพฯ ที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ปริมาณน้ำไหลอยู่ที่ 1,070 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะที่ลำน้ำรับได้ 3,500 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือยังไม่ถึง 1 ใน 3 ของลำน้ำ ดังนั้นสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังอยู่ในสถานการณ์ปกติ
รับประกันน้ำไม่ล้นเจ้าพระยา
"ข้อมูลที่มีวันนี้ เห็นได้ชัดเจน ผมรับประกันได้ปีนี้ไม่มีน้ำที่ไหนที่จะล้นคันกั้นน้ำเจ้าพระยาไปท่วมพื้นที่หลังแนวคันกั้นน้ำได้" นาย สุเทพ กล่าว
สำหรับภาคกลาง ขณะนี้พบว่า ร่องมรสุมที่นำพาฝนมาเริ่มเคลื่อนตัวจากภาคเหนือลงมาสู่ภาคกลาง ซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล ทำให้ภาคกลางเริ่มมีฝนตกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาคกลาง ไม่มีเขื่อนรองรับ การจัดการน้ำจึงต้องมุ่งไปที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้เขื่อนเจ้าพระยาหรือเขื่อนชัยนาท เร่งระบายน้ำส่วนเกินลงสู่อ่าวไทย ก่อนที่ฝนระลอกใหม่จะตกมาในพื้นที่มากขึ้น
เมื่อเร่งระบายน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาก็จะมีระดับน้ำสูงขึ้น จึงได้แจ้งเตือนประชาชนในเขตคลองบางบาล คลองโผงเผง และชุมชนตลาดเสนา อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งประชาชนที่อยู่ริมน้ำต่างรับทราบสภาพธรรมชาติปกตินี้เป็นอย่างดี
ปีนี้น้ำน้อย-ฝนหมดเร็ว
นายสุเทพ กล่าวด้วยว่า หากดูปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ พบว่า ปริมาณน้ำมีความใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีที่ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ไม่มาก
ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ปีนี้ฝนจะหมดเร็ว ประมาณช่วงกลางเดือน ต.ค. จากปกติสิ้นเดือน ต.ค. ดังนั้น กรมชลฯ จึงมีเวลาประมาณ 45 วัน หรือตั้งแต่เดือน ก.ย.นี้ ไปถึงกลางเดือน ต.ค. ที่จะเก็บน้ำเข้าเขื่อน
แต่ขณะนี้ฝนทางภาคเหนือตอนและอีสานตอนบนเริ่มมีน้อยแล้ว ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนจึงลดลง คาดว่าจะทำให้ ฤดูแล้งปีนี้หรือตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ที่จะถึงนี้ จะมีน้ำต้นทุนในเขื่อนน้อยกว่าปีที่ผ่านมา และทำให้เมื่อผ่านเดือน ก.ย.นี้ จึงจะประเมินได้ว่า นาปรังปีหน้าจะมีน้ำเพียงพอให้ปลูกได้กี่ล้านไร่
ปัดจีนปล่อยน้ำลงโขงทำท่วมไทยไม่จริง
สำหรับความกังวลเรื่องประเทศจีนระบายน้ำจากเขื่อนลงสู่แม่น้ำโขงจนน้ำท่วมประเทศไทยนั้น ไม่เป็นความจริง แม้ว่าจีนจะระบายน้ำออกจากเขื่อนจริง แต่ระดับน้ำโขงก็ยังอยู่ในระดับต่ำ โดย อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ระดับน้ำต่ำกว่าระดับตลิ่งถึง 7 ม.
ที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ระดับลำน้ำโขงต่ำกว่าตลิ่งถึง 6 ม. ที่ จ.มุกดาหาร ต่ำกว่าตลิ่ง 4 ม.จึงไม่มีความน่ากังวล ดูง่ายๆ หากจีนระบายน้ำมากจนกระทบไทยประเทศลาวต้องถูกน้ำท่วมก่อน เพราะอยู่ก่อนไทยและมีพื้นที่ต่ำกว่า
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อไม่กระทบกรุงเทพฯ
พล.ร.ต.ถาวร เจริญดี ผู้เชี่ยวชาญศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ จ.สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ เริ่มลดระดับความรุนแรงแล้ว คาดว่าปริมาณน้ำจะกระจายเข้าสู่ลำน้ำสาขาหลักในเร็วๆ นี้ และจะไม่กระทบกับกรุงเทพ
ทั้งนี้ จ.สุโขทัยพบว่าปริมาณน้ำยังท่วมขังอยู่ในเขตลุ่มต่ำ ใน อ.ศรีสำโรง กงไกรลาศ เช่นเดียวกับ จ. พิษณุโลก ที่ยังท่วมขังในที่ลุ่มต่ำ คือ อ.บางระกำ บางกระทุ่ม ส่วนที่ อ.ดงเจริญ อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร และจ.เพชรบูรณ์ น้ำเริ่มลดลงบ้างแล้ว
ทั้งนี้ สังเกตได้ว่าพื้นที่เหล่านี้จะเกิดน้ำท่วมทุกปีในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเป็นน้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำยมที่ไม่มีเขื่อนกักเก็บน้ำ เมื่อเกิดฝนตกหนักน้ำจะไหลบ่าอย่างรุนแรงลงสู่ที่ลุ่มต่ำ
ดังนั้นประชากรที่อยู่ในเขตต่างๆ เหล่านี้จะรู้สถานการณ์ดี และมีแนวทางแก้ไขเพื่อลดผลกระทบ ยกเว้นบางปีที่มีน้ำมากจริงๆ การท่วมขังจะนานและกินบริเวณกว้าง แต่ในปีนี้โดยทั่วไปถือว่าปริมาณน้ำใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา และน้อยกว่าปี 2554 ซึ่งน้ำเหล่านี้จะกระจายลงสู่แม่น้ำหลักเมื่อน้ำไหลผ่าน จ.นครสวรรค์ไปแล้ว
แก้มลิง 38,000 ไร่ น้ำเต็มความจุ
วานนี้ (8 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พิษณุโลก พบว่า ทางจังหวัดเริ่มแผนบริหารจัดการน้ำโดยเปิดประตูระบายน้ำจุดต่างๆ เข้าสู่พื้นที่การเกษตร ซึ่งเตรียมไว้สำหรับเป็นพื้นที่แก้มลิง เพื่อรับน้ำจาก จ.สุโขทัย โดยเฉพาะ อ.บางระกำ อ.พรหมพิราม และพื้นที่ ต.บ้านกร่าง อ.เมืองพิษณุโลก กระทั่งมวลน้ำไหลเข้าพื้นที่ดังกล่าวแล้ว 38,000 ไร่ คาดว่ามีปริมาณน้ำที่รับไว้ประมาณ 60.8 ล้าน ลบ.ม.
นายบรรดิษฐ์ อินต๊ะ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่น่าเป็นห่วง ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำยมที่ไหลผ่าน อ.บางระกำ อยู่ที่ระดับ 6.80 ม.ยังไม่ถึงระดับล้นตลิ่งที่ 7 ม. เช่นเดียวกับที่ประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว ซึ่งแม่น้ำยมสายเก่าไหลผ่าน ยังไม่ล้นทางระบายน้ำล้นแต่อย่างใด
ชาวบ้านลงตาข่ายหาปลา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านในพื้นที่ 3 อำเภอที่เป็นพื้นที่รับน้ำต่างลงข่ายหาปลาเพื่อนำมาขาย และนำมาทำปลาร้าไว้บริโภคกันเป็นจำนวนมาก ส่วนที่บ้านคลองปลากราย หมู่ 15 ต.บางระกำ อ.บางระกำ เป็นพื้นที่น้ำท่วมสูงเป็นประจำทุกปี ชาวบ้านจึงได้เตรียมพร้อมรับมือแล้ว
นายบุญยิ่ง คุ้มสุพรรณ เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ได้แจ้งเตือนประชาชนที่คาดว่าได้รับผลกระทบน้ำท่วม ส่วนการสำรวจความเสียเบื้องต้น พบว่าในพื้นที่ อ.พรหมพิราม มีบ้านเรือนประชาชนที่ถูกน้ำท่วมประมาณ 100 หลังคาเรือน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความช่วยเหลือแล้ว
อุตรดิตถ์อพยพชาวบ้านหลังตลิ่งทรุด
ที่ จ.อุตรดิตถ์ วานนี้ (8 ก.ย.) นายชัช กิตตินภดล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ เข้าตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหลังฝนตกหนัก พบว่า กระแสน้ำที่ไหลแรงกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำน่าน บริเวณหมู่ 6 ต.วังกะพี้ อ.เมือง ทรุดตัวเป็นแนวยาวกว่า 200 ม. ตลิ่งได้พังรุกคืบเข้าไปในพื้นที่กว่า 20 ม.สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนของประชาชนแล้ว 4 หลังคาเรือน
หลังสำรวจนายชัชให้ประกาศเป็นพื้นที่อันตรายพร้อมสั่งอพยพประชาชน 10 ครอบครัว ออกจากพื้นที่เสี่ยง และให้อยู่ในความช่วยเหลือของทางเทศบาลตำบลวังกะพี้ โดยหลังจากนี้จะเสนอโครงการสร้างเขื่อนกันตลิ่งพังไปยังกรมโยธาธิการและผังเมืองในปีงบประมาณปี 2558 ต่อไป









