วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปิดคลินิกอุ้มบุญ6แห่ง60วัน

สบส.สั่งปิดคลินิกอุ้มบุญ 6 แห่ง 60 วัน ขู่พบทำผิดซ้ำปิดถาวร

สบส.สั่งปิดคลินิกอุ้มบุญ 6 แห่ง 60 วัน ขู่พบทำผิดซ้ำปิดถาวร สธ.ชง 4 ข้อทักท้วงกฎหมายอุ้มบุญต่อกฤษฎีกา กำหนดหญิงต้องเป็นญาติไว้ในกฎหมายหลัก พร้อมขอเพิ่มหลักเกณฑ์ยุติการตั้งครรภ์กรณีเด็กผิดปกติ

ขณะที่แพทยสภาเห็นต่าง กฎหมายใหญ่ไม่ควรกำหนดบีบรัดเกิน พร้อมพิจารณาชี้มูลความผิดหมออุ้มบุญ 3 คน 9 ก.ย.นี้ อีก 3 คนเตรียมเรียกมาชี้แจงเบื้องต้น

ที่อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซอยศูนย์วิจัย ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับแพทยสภา จัดการประชุมเรื่อง "การให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์" โดยมีแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนการให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อย่างถูกต้องกับราชวิทยาลัยฯ และแพทยสภาที่ได้รับอนุญาตให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เข้าร่วมประมาณ 100 คน จากทั้งหมด 240 คนทั่วประเทศ

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) กล่าวว่า สบส.จะนำข้อทักท้วงของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ต่อร่างพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ พ.ศ.... ใน 4 ประเด็น คือ 1.ให้เพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการภาคสังคมมากขึ้นเนื่องจากปัจจุบันมีสัดส่วนของแพทย์มากกว่าภาคสังคม

2.ให้ปรับชื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกองประกอบโรคศิลปะ ได้เปลี่ยนเป็นสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ โดยขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนชื่อในกฎหมายตามความเป็นจริง

3.ขอให้นำประกาศของแพทยสภาที่ระบุว่าการอุ้มบุญต้องเป็นญาติเท่านั้น ให้เข้าไปบรรจุในร่างกฎหมายดังกล่าวด้วย 4.ขอให้เพิ่มโทษอาญาเข้าไปในร่างกฎหมายฉบับนี้ อีกทั้ง จะเพิ่มกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการยุติการตั้งครรภ์กรณีการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์แล้วเกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ไว้ในกฎหมายนี้ด้วย ซึ่งทั้งหมดจะนำเสนอข้อทักท้วงดังกล่าวต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา

"สำหรับการตรวจสถานบริการอุ้มบุญที่ผิดกฎหมาย เบื้องต้นได้สั่งปิดให้บริการแล้ว 6 แห่งเป็นเวลา 60 วัน ในฐานความผิดมาตรา34(2) คือ สถานบริการดังกล่าวไม่ควบคุมให้แพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพข้อกำหนดของแพทยสภาในเรื่องการอุ้มบุญ ต้องทำในเครือญาติเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากมีการตรวจสอบซ้ำและพบการกระทำผิดซ้ำอีก จะสั่งปิดให้บริการถาวร "นพ.ธเรศกล่าว

ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า การออกกฎหมายมาควบคุมการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะอุ้มบุญนั้น ถือเป็นเรื่องดี แต่หากมีความเข้มงวดมากเกินไปเกรงว่าจะทำให้แพทย์ไม่กล้าให้บริการ และหวั่นวิตก และคนที่ต้องการทำอุ้มบุญที่ถูกกฎหมายก็จะไม่สามารถทำได้

ดังนั้น การออกกฎหมายควรออกในลักษณะกว้างๆ อย่างกรณีการกำหนดให้หญิงที่มารับอุ้มบุญหรือตั้งครรภ์แทนต้องเป็นญาติเท่านั้น จริงๆไม่ควรกำหนดในกฎหมายใหญ่ เพราะความเป็นจริงคู่สมรสหลายคู่ไม่มีญาติหรือแม้แต่ลูกพี่ลูกน้องก็ไม่มี ขณะที่พวกเขาต้องการมีลูก และไม่สามารถมีลูกได้ อาจเพราะมีปัญหามดลูก ตรงนี้ก็จะเป็นปัญหา ดังนั้น ควรเขียนในกฎหมายกว้างๆว่า การให้หญิงอุ้มบุญให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของแพทยสภา หรือกฏกระทรวง เพราะจะสามารถเขียนละเอียดและปรับเปลี่ยนได้ง่ายกว่า เนื่องจากหากออกเป็นพ.ร.บ.จะแก้ไขยาก

"ปัจจุบันระเบียบแพทยสภาระบุให้อุ้มบุญเฉพาะเครือญาติ แต่หากมีความจำเป็นก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทยสภา ขึ้นอยู่กับกรณีไป กฎหมายใหญ่ควรยึดตามข้อระเบียบแพทยสภา แต่ไม่ควรไปเขียนในกฎหมาย เนื่องจากในอนาคตสังคมเปลี่ยน อย่างอาจให้คู่รักเพศเดียวกัน และผู้หญิงโสด สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ช่วยการมีลูกได้ ตัวระเบียบก็จะสามารถปรับแก้ได้ ไม่ใช่ไปปิดโอกาสในอนาคต เพราะจะขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน เรื่องนี้แพทยสภาจะนำเข้าคณะกรรมการกฤษฎีกาควบคู่กับทาง สบส. เพื่อให้พิจารณาต่อไป ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าว

ต่อข้อถามถามในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีการระบุหรือไม่ว่าสามารถเอาผิดทางอาญากับแพทย์ได้ ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า มี ในร่างพรบ.จะสามารถเอาผิดได้ทั้งแพทย์และเอเจนซีและผู้ที่ร่วมในขบวนการ หากพบว่าเกี่ยวข้องกันจะมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี แต่จะไม่ไปเอาผิดกับพ่อและแม่ที่แท้จริงของเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ เพราะต้องเห็นแก่ประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ เท่ากับว่าหากมีพรบ.นี้เกิดขึ้นแพทย์จะมีความผิด 2 ทางคือ ความผิดทางอาญาและความผิดทางจริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพที่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับแพทยสภาดด้วย

ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีการสอบสวนแพทย์ที่อาจเข้าข่ายทำผิดเรื่องอุ้มบุญจำนวน 6 รายที่ทางสบส.แจ้งมาก่อนหน้านี้ เบื้องต้นได้เรียกเข้ามาชี้แจงกับทางแพทยสภา 3 ราย โดยมีการชี้แจงประเด็นต่างๆมาบ้างแล้ว และในการประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)แพทยสภา วันที่ 9 กันยายน 2557 จะมีการประชุมเพื่อชี้มูลความผิดแพทย์ทั้ง3 รายอีกครั้ง ก่อนเสนอคณะอนุกรรมการสอบสวนเฉพาะกิจ ที่มีนพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภาเป็นประธาน พิจารณาบทลงโทษต่อไป ส่วนอีก 3 รายแพทยสภาจะเรียกเข้าชี้แจงเช่นกัน แม้ขณะนี้จะยังไม่ได้รับรายชื่อหรือหลักฐานจาก สบส.ก็ตาม

ด้านศ.คลินิก พญ.วิบูลพรรณ ฐิตะดิลก ประธานราชวิทยาลัยสูตนรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในประเด็นเรื่องหญิงที่จะตั้งครรภ์แทนต้องเป็นญาติควรจพกำหนดไว้ในประกาศแพทยสภาหรือร่างพรบ.คุ้มครองเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ พ.ศ....ราชวิทยาลัยสูติฯยังไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ ต้องรอฟังความคิดเห็นของสูตินรีแพทย์และนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารราชวิทยาลัยฯก่อนเมื่อได้จ้อสรุปแล้วจึงจะทำเป็นความเห็นไปยังสำนักงานกฤษฎีกา ส่วนการให้ยุติการตั้งครรภ์กรณีที่ตั้งครรภ์จากการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์แล้วประสบปัญหานั้น ในทางการแพทย์หากเกิดความผิดปกติขึ้นในการตั้งครรภ์แพทย์จะพิจารณายุติการตั้งครรภ์อยู่แล้ว อาทิ เด็กอายุ 10 ขวบถูกข่มขืนแล้วตั้งครรภ์ อาจจะมีการยุติการตั้งครรภ์ เพราะแม่ไม่มีความพร้อม เป็นต้น

"การกำหนดให้หญิงอตั้งครรภ์แทนต้องเป็นญาติจะช่วยตัดปัญหาเรื่องการซื้อขายหรือการทำในเชิงธุรกิจ ซึ่งถ้าหากระบุในประกาศแพทยสภาว่ากรณีหญิงที่ไม่ใช่ญาติสามารถดำเนินการได้แต่ต้องภายหลังจากได้รับอนญาตจากแพทยสภา จะเป็นการช่วยให้แพทย์ที่ดำเนินการสบายใจขึ้นเพราะมีการปรึกษาหารือกับแพทยสภาแล้วเป็นการสร้างความบริสุทธิ์ใจของแพทย์ อย่างไรก็ตาม ต่อไป ในการ ออกตรวจการทำงานของสูตินรีแพทย์คงต้องเข้มงวด ในการซักถาม ตรวจสอบแพทย์ด้วยว่า ปฏิบัติหน้าที่ผิดประกาศหรือข้อบังคับแพทยสภาหรือไม่ เพราะโดยปกติจะมุ่งตรวจสอบเรื่องเครื่องมือ และวิธีการ"ศ.คลินิก พญ.วิบูลพรรณกล่าว