ปลัดสธ.ชี้พม่าเข้าข่ายสงสัยอีโบลา ไม่ได้เข้าไทย แต่เป็นผู้โดยสารรอเปลี่ยนเครื่อง พร้อมลงสนามบินสุวรรณภูมิ
พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ(ผบ.ทร.) และประธานฝ่ายสังคมจิตวิทยา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มอบหมายให้นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติครั้งที่ 1 ประจำปี 2557 โดย นพ.ณรงค์ กล่าวภายหลังว่า ที่ประชุมมีเรื่องพิจารณา 2 เรื่อง คือ การเตรียมการรับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา และ 2. การเตรียมการสำหรับรับสถานการณ์โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2012
นพ.ณรงค์ กล่าวว่า เรื่องโรคอีโบลา ที่ประชุมเห็นชอบให้เตรียมพร้อมการเฝ้าระวังการระบาดในสัตว์และคน การเตรียมความพร้อมของสถานพยาบาล ห้องปฏิบัติการต่างๆ โดยให้จัดระบบรองรับกรณีหากจำเป็นต้องมีการกักกันด้วย และให้มีการซ้อมแผน นอกจากนี้ ในเรื่องห้องปฏิบัติการ หรือการเตรียมพร้อมห้องแล็ปในการตรวจสอบเชื้อไวรัสอีโบลา โดยตั้งคณะทำงานขึ้นมาเฉพาะ มีศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา เป็นประธานคณะทำงาน ร่วมกับเครือข่ายห้องแล็ปต่างๆ ทั้งของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และของมหาวิทยาลัยอื่นๆ ซึ่งจะมีการพิจารณาถึงแนวทางการตรวจสอบเชื้อ การส่งต่อ การยืนยันเชื้อ และการเสนอผลต่อสาธารณะอย่างถูกต้องและโปร่งใส
ปลัด สธ. กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารความเสี่ยง โดยมีอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เป็นประธาน ส่วนเรื่องการจัดการให้มีการใช้พ.ร.บ.ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ควบคู่กับพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2523 หากเกิดกรณีพบโรคในไทย ส่วนเรื่องโรคโคโรน่าไวรัสได้มอบให้ใช้พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับในการจัดการเช่นเดียวกับโรคอีโบลาเช่นเดียวกัน และให้มีการประชุมอีก 3 เดือนเพื่อติดตามสถานการณ์
“ประเด็นการเตรียมความพร้อมโรคอีโบลา สำนักงบประมาณมีข้อสังเกตว่าให้ดำเนินการเรื่องของระยะเร่งด่วนก่อน ซึ่งใช้งบประมาณ 100 กว่าล้านบาท โดยให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งในส่วนนี้จะให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการแพทย์ อุปกรณ์ความปลอดภัยต่างๆ รวมทั้งห้องแล็ป ซึ่งจะมีการพัฒนาชุดทดสอบเชื้อไวรัสอีโบลาขึ้น ส่วนระยะกลางและยาว จะเป็นการพัฒนาห้องแล็ประยะยาว ให้อนุกรรมการยุทธศาสตร์และอนุกรรมการวิชาการ ไปพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนเสนอ คสช.ต่อไป” นพ.ณรงค์ กล่าว
ปลัด สธ. กล่าวอีกว่า ในส่วนที่มีข่าวว่ามีการพบชาวพม่าป่วยโรคอีโบลานั้น และพบว่าได้เดินทางผ่านประเทศไทย จนเกิดการหวั่นวิตก จริงๆ เรื่องนี้จากการตรวจสอบพบว่า ชายชาวพม่าดังกล่าวอายุประมาณ 22 ปี จัดเป็นกลุ่มต้องสงสัยเท่านั้น ยังไม่พบว่าป่วยด้วยโรคอีโบลา โดยชายดังกล่าว เป็นผู้โดยสารรอเปลี่ยนเครื่อง ยังไม่ได้เข้ามาในด่านตรวจโรคของไทย แต่เมื่อเปลี่ยนเครื่องไปยังพม่า จึงถูกระบบตรวจจับของพม่าตรวจจับ โดยอาจมีการซักประวัติหรือมีไข้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมควบคุมโรค(คร.) กำลังประสานกับทางฝั่งพม่าอยู่ ว่าขึ้นเครื่องบินไฟส์ไหน ช่วงเวลาใด เพื่อติดตามว่า มีคนไทยหรือใครอยู่ในสายการบินนี้หรือไม่ โดยจะติดตามรายชื่อเพื่อหาตัวและเฝ้าระวังต่อไป
“สธ.อยู่ระหว่างประสานกับทางสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินต่างๆ ว่าจะเข้าไปตรวจสอบหรือดำเนินการเพื่อป้องกันโรคอย่างไร โดยในส่วนของสนามบินสุวรรณภูมินั้น คาดว่าจะขอประสานลงพื้นที่ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะมีการ หารือว่าจะมีมาตรการในการป้องกันโรคจุดเปลี่ยนเครื่องอย่างไรด้วย” นพ.ณรงค์ กล่าว
นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จริงๆแล้ว ในเรื่องของการตรวจผู้โดยสารขาออกก็สำคัญ โดยองค์การอนามัยโลกได้ย้ำให้ประเทศที่มีการระบาดมีมาตรการเข้มในการตรวจผู้โดยสารขาออกอย่างเข้มงวด เพราะหากตรวจสอบดีแล้ว ก็จะช่วยให้ประเทศปลายทางลดความเสี่ยงลง









