"แพทยสภา"เห็นชอบหลักการแก้ประกาศเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ เพิ่มห้ามโฆษณา-ห้ามทำให้คู่รักเพศเดียวและคนโสด
พร้อมมีมติตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ด้านจริยธรรมและสอบสวน กรณีอุ้มบุญ เร่งรัดเอาผิดแพทย์ภายใน6เดือน ชี้ฝ่าฝืนเกณฑ์โทษหนัก ด้านประธานราชวิทยาลัยสูติฯ หนุน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีฯ เร่งแพทยสภาออกกฎหมายตา
ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการแพทยสภา กรณีประเด็นปัญหาเรื่องการอุ้มบุญว่า คณะกรรมการมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการจริยธรรมเฉพาะกิจ โดยมี พญ.ประสบศรี อึ้งถาวร เป็นประธาน และ คณะอนุกรรมการสอบสวนเฉพาะกิจ มีตนเป็นประธาน เพื่อให้สามารถสอบสวนเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน
อย่างไรก็ตาม การตั้งเรื่องเพื่อพิจารณาในครั้งนี้ จะใช้ข้อมูลที่ปรากฏจากสื่อต่างๆ ที่มีรายชื่อชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะในกรณีของน้องแกมมี่ ที่มีแพทย์ 2 ราย ที่เข้าข่ายกระทำการฝ่าฝืนเกณฑ์ข้อบังคับวิชาชีพของแพทยสภา สำหรับกรณีอื่นๆที่ปรากฏตามข่าว ขณะนี้ยังมีความไม่ชัดเจนหลายประเด็น เช่น กรณีอุ้มบุญพ่อชาวญี่ปุ่น ซึ่งอาจต้องรอให้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) ได้สรุปเรื่องและส่งรายชื่อมายังแพทยสภาอีกครั้ง ว่า แพทย์คนใดเป็นผู้กระทำ โดยเบื้องต้นทราบว่า แพทย์ที่กระทำไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ซึ่งไม่ว่าจะขึ้นทะเบียนหรือไม่ แต่หากกระทำผิดเกณฑ์มาตรฐานที่แพทยสภาวางไว้ ก็ถือว่าได้กระทำผิดและต้องได้รับการสอบสวน
นพ.สัมพันธ์ กล่าวว่า สำหรับคณะอนุกรรมการทั้งสองชุด จะดำเนินการสอบสวนตามหลักฐาน และเรียกผู้ที่เข้าข่ายว่าอาจกระทำการฝ่าฝืนเข้ามารายงานและเข้ามาสอบสวน ซึ่งหากพบว่ามีแพทย์คนใดกระทำการที่เข้าข่ายฝ่าฝืนอีกก็จะนำเรื่องเข้าคณะอนุกรรมการจริยธรรมฯ เพื่อดูว่าเรื่องมีมูลความผิดหรือไม่ แล้วส่งต่อให้คณะอนุกรรมการสอบสวนฯ พิจารณาทันที อย่างไรก็ตาม การสอบสวนจะมีกระบวนการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การปกครอง โดยให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งนี้ การลงโทษของแพทยสภา หากสอบสวนและพบว่ากระทำผิดตามเกณฑ์จริยธรรมจริง คือ การว่ากล่าวตักเตือน การภาคฑัณฑ์ การพักใช้ใบอนุญาต 1-2 ปี และเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งกรณีที่ฝ่าฝืนเกณฑ์ หรือ ทำผิดประกาศมาตรฐานวิชาชีพของแพทยสภา ส่วนใหญ่จะมีโทษหนัก
นพ.สัมพันธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการปรับปรุงแก้ไข ประกาศแพทยสภา เรื่อง มาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น ห้ามไม่ให้มีการจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้บริจาคเซลล์สืบพันธุ์และหญิงที่รับตั้งครรภ์แทน ตามประกาศฉบับเดิม จะมีส่วนเพิ่มคือ 1 ห้ามไม่มีการโฆษณา หรือ ทำขายข่าวให้แพร่หลายด้วยประการใดๆ ว่า มีไข่บริจาคหรือมีหญิงที่ประสงค์จะเป็นผู้รับตั้งครรภ์แทนผู้อื่น หรือ มีบุคคลที่ประสงค์จะให้หญิงอื่นเป็นผู้รับตั้งครรภ์แทน 2 ห้ามมิให้ดำเนินการเพื่อคู่สมรสที่เป็นเพศเดียวกันหรือไม่มีคู่สมรส และ 3 ห้ามไม่ให้แพทย์ร่วมมือกับนายหน้า หรือ เอเจนซี่ ในการจัดทำการอุ้มบุญ โดยในที่ประชุมมีมติรับหลักการดังกล่าว คาดว่าจะสามารถลงนามและประกาศใช้ได้ภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการแพทยสภาครั้งต่อไป ในเดือนหน้า
“สำหรับร่างพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดจากการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ… ที่ผ่านเข้าสู่การพิจารณาของคสช.แล้วนั้น แพทยสภาเห็นด้วย แต่ยังต้องมีการจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นข้อกังวลของสังคม เช่น กรณีเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญเจ็บป่วยด้วยโรคใดๆ หรือ หญิงที่ตั้งครรภ์แทนเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ต้องได้รับการดูแลอย่างไร เป็นต้น นอกจากนี้ ในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ยังระบุให้แพทยสภา เป็นผู้กำหนดเกณฑ์รายละเอียดด้านการแพทย์ประมาณ 11 มาตรา ซึ่งหากกฎหมายผ่านการพิจารณา ก็จะต้องตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อออกเกณฑ์รายละเอียดต่อไป”นพ.สัมพันธ์ กล่าว
ด้าน ศ.คลินิก พญ.วิบูลพรรณ ฐิตะดิลก ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณี ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดจากการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ… ที่มีการเสนอต่อ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุมัติส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อ ว่า ร่างฉบับดังกล่าวผ่านการประชุม ศึกษามาเป็นเวลานาน และโดยรวมกรอบของร่าง พ.ร.บ. ถือว่าดีในหลักการ มีเนื้อหาที่ครอบคลุมทางด้านการคุ้มครองสิทธิของเด็กเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในกฎหมายได้ระบุให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านการแพทย์ คือ แพทยสภา ราชวิทยาลัย เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ทางการแพทย์ให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ และมาตรฐานการให้บริการ ทั้งนี้ เกณฑ์ด้านการแพทย์ในส่วนเทคโนโลยี จะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยีที่พัฒนาไปเรื่อยๆอยู่แล้ว
ศ.คลินิก พญ.วิบูลพรรณ กล่าวว่า ในประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เช่น เรื่องข้อกำหนด ให้หญิงที่ไม่ใช่ญาติอุ้มบุญแทนนั้น ในเกณฑ์ของแพทยสภากำหนดไว้ชัดเจนแล้ว ว่าเทคโนโลยีดังกล่าวใช้เพื่อรักษาความบกพร่องของสามี ภรรยา ที่ไม่สามารถมีบุตรได้ หากทำตามโจทย์นี้ทุกอย่างก็ชัดเจน การที่คนเราไม่สามารถมีลูกได้นั้นถือเป็นโรค ดังนั้นทำไมเราถึงจะต้องปิดกั้นการรักษา แต่เราก็ต้องคำนึงถึงเรื่องจริยธรรมและความพร้อม ยึดหลักการที่เป็นการรักษาภาวะมีบุตรยากของคู่สามี ภรรยา และที่กำหนดให้ผู้ที่รับอุ้มบุญต้องเป็นญาติโดยสายเลือดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้ป้องกันเรื่องการค้าอีกทาง









