หน.คสช. สั่งหน่วยเกี่ยวข้องเร่งช่วยเหยื่อติดใต้คอนโดถล่มย่านปทุมฯ ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิต 4 ราย
ความคืบหน้ากรณีเหตุอาคารกำลังก่อสร้างเป็นที่พักอาศัยชื่อ ยูเพลสคอนโด สูง 6 ชั้นใน จ.ปทุมธานีถล่ม เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมานั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. วานนี้ (12 ส.ค. ) ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางมาตรวจเยี่ยมที่เกิดเหตุอาคารก่อสร้างคอนโดมิเนียมสูง 6 ชั้นถล่มทับคนงานบาดเจ็บและเสียชีวิต โดยมี นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายพงศธร สัจจชลพันธ์ ผวจ.ปทุมธานี นายพาชัย โปรียานนท์ นายอำเภอคลองหลวง นายชาญ พวงเพ็ชร์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพ.อ.พัลลภ เฟื่องฟู ผู้บังคับการกรมปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 (ผอ.ปตอ.2.) ในฐานะหัวหน้ากองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดปทุมธานี เข้ารายงานสถานการณ์
ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า ตนเป็นตัวแทนหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้มาดูที่เกิดเหตุ เนื่องจากหัวหน้าคณะคสช.มีความเป็นห่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ตนทราบว่าปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้ว่าฯได้มาดูแลและคอยอำนวยความสะดวกในพื้นที่ให้มีความราบรื่นแล้ว รวมถึงได้รายงานให้คสช.รับทราบว่ามีคนเจ็บเป็นทั้งคนไทยและต่างชาติ ซึ่งปลัดกระทรวงสาธารณสุขและผู้ว่าฯปทุมธานีจะดำเนินการทุกอย่างให้กลับสู่ความเรียบร้อยโดยเร็ว
ม.ล.ปนัดดา กล่าวต่อว่า ส่วนการช่วยเหลือในเบื้องต้นจะเป็นไปตามระเบียบราชการ แต่จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด และเป็นไปตามหลักมนุษยชนทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งตนก็ต้องขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ด้วย
"ประยุทธ์"สั่งทหารเร่งช่วยเหยื่อตึกถล่ม
พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะทีมโฆษกคสช. เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.กำชับผ่านหน่วยทหารที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการทำงานช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุดเพื่อแข่งกับเวลา ร่วมถึงได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย
ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับรายงานจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง และติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้มีการสั่งการไปยังผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องโดยตรง และทางผู้ว่าฯ ปทุมธานีในเรื่องการให้ความช่วยเหลือประชาชน ซึ่งหัวหน้าคสช.เป็นห่วงเรื่องดังกล่าวและคาดหวังว่าไม่อยากให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามคาดว่าในวันที่ 13 ส.ค.จะมีการประชุมคสช.ชุดใหญ่ โดยจะมีการรายงานความคืบหน้ากรณีอาคารก่อสร้างดังกล่าวถล่มในที่ประชุมด้วย
สังเวยคอนโดถล่มตาย4
ด้านการช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในซากตึกตลอดวานนี้(12 ส.ค.) นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลจากมูลนิธิร่วมกตัญญูยืนยันยอดผู้เสียชีวิต พบแล้ว 4 คน คือ แม่-ลูก และผู้ชายอีก 2 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่ายังมีผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากตึกอีก 7 คน ในจำนวนนี้จับสัญญาณชีพได้เพียง 2 คน หนึ่งในสองคนคือ นายเชษฐา กำภูชาติ อายุ 40 ปี แต่ยังไม่สามารถช่วยออกมาได้ เนื่องจากเศษซากอาคารที่ถล่มทับลงมานั้นยากต่อการเคลื่อนย้าย และเกรงว่าเศษวัสดุจะทรุดลงไปอีกจนทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคาร เจ้าหน้าที่ทำได้เพียงส่งน้ำเกลือและออกซิเจนให้
จนกระทั่งเวลา 09.30 น. นายเชษฐา เริ่มมีอาการอ่อนเพลีย ไม่สามารถพูดสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปให้การช่วยเหลือได้ และชีพจรเริ่มอ่อนลงจนหมดสติไป
นางสุธา อรุณศรี ภรรยาของนายเชษฐา ที่เดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ มาถึงที่เกิดเหตุเมื่อเวลา 05.00 น. กล่าวว่า ทราบข่าวจากโทรทัศน์ว่า อาคารโครงการก่อสร้างที่สามีทำงานอยู่ถล่ม จึงรีบเดินทางมาดู และทราบว่าสามียังมีชีวิตอยู่ใต้ซากอาคาร แต่เจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าไปดู เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย
"ครอบครัวเป็นเกษตรกร ทำไร่ทำนา เขาไม่เคยทำงานก่อสร้างมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่สามีออกจากบ้านมาทำงานก่อสร้าง เนื่องจากมีคนรู้จักมาชวนให้มาช่วยทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ โดยบอกว่าคนงานไม่พอ สามีเพิ่งมาทำงานได้แค่ 2 วัน ก็มาเกิดเหตุ" นางสุธา กล่าว
ชี้อีก15คนยังติดอยู่ใต้ซากตึก
นายผาชัย โปรียานนท์ นายอำเภอคลองหลวง กล่าวว่า หลังเกิดเหตุมีการนำผู้บาดเจ็บทั้งหมด 24 คน ผู้เสียชีวิต 3 คน มีแม่ลูกและคนที่พบเมื่อคืนเพิ่งจะเสียชีวิตเมื่อตอนเช้าเนื่องจากเสียเลือดมาก
รศ.เอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูถัมถ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นสันนิษฐานว่า สาเหตุอาคารถล่มครั้งนี้เสาต้นริมพังลงมาก่อน จากนั้นส่วนต่างๆ ทางซ้ายมือของตึกได้พังไล่ลงมาทั้งอาคาร ขณะที่การเข้าช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารทำได้ล่าช้า เนื่องจากมีแผ่นพื้นปูนที่ถล่มลงมาทับซ้อนกันถึงหกชั้น ซึ่งจะค่อยๆ ใช้เครื่องมือเจาะปูนแล้วตัดเหล็กให้เป็นท่อนๆ ก่อนใช้รถเครนยกแผ่นปูนไว้ เพื่อไม่ให้ผู้ที่ติดอยู่ได้รับแรงกดทับ จนทำให้นายเชษฐาที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารต้องเสียชีวิตลง หลังจากเจ้าหน้าที่พยายามเข้าไปช่วยเหลือตลอดทั้งคืน ทำให้ตอนนี้มีชายผู้ที่รอดชีวิตเพียงรายเดียวที่ติดอยู่ใต้อาคารซึ่งบอกเจ้าหน้าที่ว่า ช่วงเกิดเหตุมีคนอยู่ตรงลิฟต์ 8 คน
นายบัญชา ศิรินิลพันธ์ หัวหน้าคณะกรรมการเขตร่วมกตัญญู กองบัญชาการตำรวจนครบาลเหนือ กล่าวว่า ตนทำหน้าที่ควบคุมการขุดเจาะค้นหาผู้รอดชีวิต โดยแบ่งโซนการค้นหาออกเป็น 4 จุด คือ โซนเอ ฝั่งตะวันออก จากการค้นหาด้วยสุนัขพบ 3 ศพ แต่ทีมขุดเจาะยังไม่สามารถเจาะเข้าไปถึงโซนบี ฝั่งทิศใต้ มีผู้เสียชีวิต 2 คน คือ นายเชษฐา ส่วนอีกศพยังไม่ทราบชื่อ โซนซี ฝั่งตะวันตก มีผู้ติดอยู่ใต้อาคารและยังมีชีวิตอยู่ 1 คน ทราบชื่อ นายกล้าณรงค์ ประภัย ซึ่งยังสามารถสื่อสารกับทีมขุดเจาะได้อยู่
นายบัญชา กล่าวอีกว่า จากการสอบถามนายกล้าณรงค์ ทราบว่า ข้างๆ นายกล้าณรงค์มีผู้เสียชีวิต 1 คน และก่อนเหตุมีคนงานนอนพักผ่อนอยู่ข้างลิฟต์อีก 8 คน คาดว่าเสียชีวิตทั้งหมด รวมแล้วโซนซีมีผู้ติดอยู่ใต้อาคาร 10 คน และโซนดี ฝั่งทิศเหนือ มีผู้เสียชีวิต 2 คน เป็นแม่ลูก ทราบชื่อนางอ้วน ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งนำศพออกไปแล้ว
วิศวกรรมสถานเข้าตรวจสอบ
ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์(วสท.) พร้อมคณะได้มาตรวจสอบอาคารก่อสร้างดังกล่าว และกล่าวว่า จะต้องตรวจสอบดูว่าการก่อสร้าง ว่าการก่อสร้างมาเป็นไปตามแบบและตามขั้นตอนที่ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งจะต้องใช้เวลาการทำงานในการตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยวิทยาการของตำรวจซึ่งคงต้องใช้เวลาสักพักจึงจะสรุปว่าเกิดจากสาเหตุอะไร
ส่วนการช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ภายใต้ซากตึกเป็นอันดับแรก และจะต้องคำนึกถึงความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเราจะวิเคราะห์หาจุดผู้ที่ติดภายใน จากนั้น จะใช้วิธีการเจาะเข้าไปช่วยเหลือ เพราะไม่สามารถจะรื้อและยกซากตึกออกได้เลย จะต้องมีการประชุมและวางแผนในการรื้อออก ซึ่งการรื้อจะรื้อทีละชั้น แต่จะต้องหลังจากช่วยผู้ที่ติดภายในออกมาเสียก่อน
เล็งออกหมายเรียกวิศวกรสอบ
พล.ต.ต.สมิทธิ มุกดาสนิท ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำ นายเดียว ปราบโจร ผู้รับผิดชอบการก่อสร้างอาคารดังกล่าว ให้การว่า ช่วงเกิดเหตุมีคนงานทั้งหมด 33 คน คาดว่าในจำนวนนี้ 9 คน ยังติดอยู่ใต้ซากอาคาร พร้อมกับให้การถึงขั้นตอนและวิธีการก่อสร้าง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
พล.ต.ต.สมิทธิ กล่าวว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐาน และสอบปากคำนายเดียว คาดว่า สาเหตุน่าจะเกิดจากการเร่งรีบดำเนินการก่อสร้างเกินไป หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะดำเนินการออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการดังกล่าวมาสอบสวน รวมถึงนายจิระ ขันมั่น วิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้างอาคารดังกล่าวด้วย
กสร.ส่งเจ้าหน้าที่สอบบริษัทรับเหมา
นายพานิช จิตร์แจ้ง อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการลงตรวจพื้นที่เกิดเหตุเมื่อช่วงเช้า คาดสาเหตุอาคารถล่มน่าจะเกิดจากการเซตตัวของพื้นคอนกรีตไม่ได้ตามเวลา ทั้งนี้ วันที่ 13 ส.ค. เจ้าหน้าที่ กสร.จังหวัดปทุมธานี จะเข้าไปสอบถามข้อเท็จจริงกับผู้บริหารบริษัท ปลูกแปลง จำกัด ที่เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ตั้งอยู่ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ
ส่วนแรงงานที่เกี่ยวข้องขณะเกิดเหตุมี 40 คน โดยเป็นลูกจ้างของบริษัท ปลูกแปลง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานประกันสังคม 13 คน ที่เหลือ 27คน เป็นลูกจ้างของบริษัทรับเหมาช่วง
ขอรับบริจาคเลือดช่วยเหยื่อ
นางกรรณิการ์ พฤกษชาติ ประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ขณะนี้มีแรงงานเสียชีวิต 4 คน และบาดเจ็บ 16 คน กลับบ้านไปแล้ว 12 คน อีก 4 คนยังรักษาตัวอยู่ที่ รพ.คลองหลวง 1 คน รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 1 คน และ รพ.ปทุมธานี 2 คน ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าแรงงานทั้งหมดได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมหรือไม่ หากมีการขึ้นทะเบียนไว้ก็จะช่วยเหลือตามสิทธิที่ควรได้รับ
นายกรีฑา สพโชค ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุอาคารถล่ม พบว่า บริษัท ปลูกแปลง จำกัด บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีนายจิระ ขันมั่น เป็นเจ้าของกิจการ มีแรงงานไทยและเด็กเสียชีวิต 3 คน คือ นายเชษฐา นางอ้วน (ไม่ทราบนามสกุล) ซึ่งตั้งท้องได้ 7 เดือน รวมทั้งลูกชายของนางอ้วน วัย 4 ขวบ ไม่ทราบชื่อ ขณะเดียวกันได้รับแจ้งว่า ทาง รพ.ธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ และ รพ.ปทุมธานี ต้องการรับบริจาคเลือดกรุ๊ป O Rh-Negative จำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือแรงงานที่บาดเจ็บ







