วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เร่งคลอดกม.อุ้มบุญหวั่นไทยเป็นรง.ผลิตเด็ก

คณะอนุกรรมการฯ เร่งคลอดกม.อุ้มบุญ หวั่นไทยกลายเป็นโรงงานผลิตเด็ก ชี้กม.แพ่งไทย ไม่เอื้อสามีภรรยาฝากตั้งครรภ์

ที่สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (สท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้แจง "ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ..... "โดยมีนางระรินทิพย์ ศิโรรัตน์ ผู้อำนวยการสท. กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับกล่าว หรือที่เรียกกันว่ากฎหมายอุ้มบุญนั้น ไม่ได้เป็นกม.ที่ส่งเสริมการอุ้มบุญแบบเชิงพาณิชย์ โดยเจตนารมย์ของกม.ทำเพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็ก ซึ่งขณะนี้ทางสท. ได้เสนอร่างดังกล่าว ไปที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผช.ผบ.ทบ และหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียบร้อยแล้ว และในวันที่ 13 ส.ค.นี้ จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างคสช.และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากคสช.เห็นชอบในหลักการก็จะเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยไม่ต้องผ่านคณะรัฐมนตรี

ศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส ที่ปรึกษาศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตามกม.แพ่งที่มีอยู่ในขณะนี้ ผู้ที่ตั้งครรภ์ถือเป็นเจ้าของบุตร แต่ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ จะเข้ามาแก้ไขปัญหาให้แก่สามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่สามารถมีบุตรได้ด้วยตนเองจึงต้องอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ โดยกำหนดให้ผู้ที่เป็นเจ้าของเซลล์สืบพันธุ์เป็นเจ้าของบุตรไม่ใช่ผู้ที่ตั้งครรภ์แทน และกำหนดชัดเจนว่าห้ามกระทำการใดๆ ในเชิงพาณิชย์ รวมถึงเป็นการคุ้มครองเด็กเมื่อคลอดออกมาแล้ว เนื่องจากบางกรณีมีการแย้งเด็ก หรือทอดทิ้งเด็กหากมีอาการผิดปกติ

ศ.กิตติคุณ ประมวล วีรุตมเสน อาจารย์ที่ปรึกษา หน่วยชีววิทยาการเจริญพันธุ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตามข้อบังตับแพทยสภา หากแพทย์กระทำผิดในเชิงพาณิชย์ก็จะเอาผิดได้เฉพาะเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ทำได้เพียงเพิกถอนใบอนุญาติประกอบวิชาชีพ แต่ไม่สามารถเอาผิดทางอาญาได้ อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญปัญหาจะเกิดขึ้นหรือไม่ อยู่ที่จริยธรรมแพทย์ เพราะถ้าแพทย์ไม่ทำก็จะไม่มีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้

ศ.เกียรติคุณวิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติเวชและกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่ากรณีที่สามีภรรยาเป็นชาวต่างชาติด้วยชอบด้วยกม. การจะฝากตั้งครรภ์ได้นั้น ต้องมีการพิจารณาเป็นรายกรณีไป และดูถึงเจตนารมย์ ที่แท้จริง โดยต้องดำเนินการไปตามกม.ไทย และเป็นหน้าที่ของแพทยสภา ที่ต้องออกข้อบังคับ หรือพิจารณาว่าจะมีการอนุมัติหรือไม่ ส่วนกลุ่มรักร่วมเพศ ก็ต้องขึ้นอยู่กับแพทยสภาในการพิจารณาเช่นเดียวกัน

นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ประธานมูลนิธิพิทักษ์สิทธิ์เด็ก กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เสร็จมาหลายปีแล้ว แต่ที่ยังไม่สามารถผลักดันให้คลอดได้นั้น เพราะมีกลุ่มคนคัดค้าน โดยเฉพาะนักการเมืองที่ได้รับผลประโยชน์ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเมดิคัล ฮับที่ต่อต้าน รวมถึงกลุ่มแพทย์บางคน ทั้งที่ปัญหานี้เกิดมานาน และมีเหยื่อทั้งชาวเวียดนาม พม่า มารับจ้างตั้งครรภ์แทนซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาการค้ามนุษย์

นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่าขณะนี้ยังต้องยึดประมวลกม.แพ่งไทย ที่กำหนดว่าเด็กที่ออกจากครรภ์มารดา ถือเป็นบุตรของคนนั้น ดังนั้น จึงเกิดข้อสงสัยว่า แฝดของน้องแกรมมี่ ที่เกิดจากอุ้มบุญของสามีภรรยาชาวออสเตรเลีย ออกนอกประเทศได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ คงต้องมีการสอบถาม ตรวจสอบไปยังสถานฑูต และด่านตรวจคนเข้าเมือง อย่างไรก็ตาม อยากให้เร่งผลัดกันร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยเร็ว เพื่อควบคุมการรับจ้างอุ้มบุญ ไม่เช่นนั้น หากไม่สามารถควบคุมได้ ไทยจะกลายเป็นโรงงานรับจ้างผลิตเด็ก จะปล่อยให้ทุกคนทำตามใจด้วยเห็นแก่เงิน การค้าแล้วรับจ้างผลิตเด็กแล้วเอาเด็กเป็นสินค้า จะให้สังคมไทยเป็นแบบนั้นหรือ