วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชาวท่าปลาร่ำไห้ บวงสรวงขอที่ดินคืน

ชาวท่าปลา อุตรดิตถ์ ร่ำไห้ บวงสรวงขอที่ดินคืน หลังเสียสละสร้างเขื่อนสิริกิติ์ ไม่มีที่ดินตัวเอง ไร้มรดกตกทอด

วันนี้ (6 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่าที่ใต้ต้นไทรอายุกว่า 100 ปี ขนาด 15 คนโอบ ภายในวัดหาดลั้ง หมู่ 10 ต.ท่าปลา อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ มีประชาชนจาก 4 ตำบล คือ ต.ท่าปลา ต.ร่วมจิต ต.หาดหล้า และ ต.จริม กว่า 200 คนส่วนใหญ่คือผู้เฒ่าผู้แก่ หญิง-ชาย ได้มาร่วมตัวกัน พร้อมจัดเครื่องบวงสรวง บายศรีใบตอง ผลไม้ น้ำเขียวน้ำแดง ดอกไม้ ธูปเทียน ตามแบบประเพณีโบราณ

โดยมีนายคำ ขันมูล ชาวบ้านหมู่ 3 ต.หาดหล้า สวมชุดขาวทำหน้าที่ขอขมาเจ้าที่ เทวดาฟ้าดิน ก่อนจะเริ่มพิธีกราบไว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวอำเภอท่าปลาเชื่อว่าต้นไทรขนาดใหญ่ต้นนี้เป็นที่สิงสถิตของเหล่าเทวดาฟ้าดิน ผีปู่ผีย่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองชาวท่าปลามาตลอด 47 ปี หลังจากอพยพ ยอมเสียสละที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน เพื่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ มาอยู่ยังที่ดินราชการจัดสรรให้ครอบครัวละ 15 ไร่ แต่ปัจจุบันกลับถูกประกาศทับเป็นที่ราชพัสดุและเขตป่าสงวนแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทุกคนที่มาร่วมงานต่างตั้งใจ ยกมือพนมตั้งจิตอธิษฐาน เปล่งเสียงวิงวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฟ้าเปิดทาง ดลบันดาลให้ส่วนราชการ ผู้มีอำนาจของบ้านเมือง โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.เร่งช่วยเหลือ ให้ความเป็นธรรม แก้ไขปัญหาที่ยึดเยื้อมานาน 25 ปี จากนั้นชาวบ้านต่างนำธูป คุกเข่า ก้มลงกราบโคนต้นไทร แล้วปักธูปล้อมรอบ

ทั้งนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ผู้เฒ่าผู้แก่กว่า 200 คนที่มาร่วมตัวกัน ล้วนแล้วเป็นญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน แต่ต้องมาแยกย้าย ครอบครัวแตกสลายเพราะอพยพย้ายถิ่นฐานจากการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ ต่างร่ำไห้ หลั่งน้ำตาออกมาด้วยความเสียใจ เล่าถึงความหลังช่วงที่มีความสุข ครั้นยังอาศัยอยู่ที่บ้านเดิม หลังย้ายออกมาต้องทนทุกข์ทรมานกับการดิ้นรนต่อสู้เรียกร้องสิทธิ ที่จะได้รับให้กับตนเองและลูกหลานในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับชาวบ้านอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องค่าชดเชยที่ไม่เป็นธรรม ที่ดินถูกทับซ้อนและไม่มีเอกสารสิทธิ์

นายรัตน์ กันสาร อายุ 72 ปี เล่าพร้อมปาดน้ำตาว่า ตนรับรู้และจดจำเห็นการณ์ทุกอย่างได้ เป็นอย่างดี ช่วงนั้นกำลังวัยรุ่น อายุ 25 ปี ต้องช่วยพ่อแม่ ขนสิ่งของอพยพมาอยู่หมู่ 2 ต.ร่วมจิต ทิ้งบ้าน ที่ดิน สัตว์เลี้ยง มาอยู่ที่ราชการจัดสรรให้ 15 ไร่ พร้อมกับชาวอำเภอท่าปลากว่า 2,000 ครอบครัว กระจายอยู่ 4 ตำบล คือ ต.ท่าปลา ต.ร่วมจิต ต.หาดหล้า และต.จริม อ.ท่าปลา เป็นพื้นที่สูงและกันดาร ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค รวมถึงแหล่งน้ำ ธรรมชาติเพื่อการเกษตร ต่อมาเมื่อ ปี 2522 ที่ดินแปลงดังกล่าวถูกประกาศอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 1,300 ครอบครัวและปี 2529 ถูกประกาศเป็นที่ราชพัสดุอีก 700 ครอบครัว

"รู้สึกละอายแก่ใจ วันนี้อายุ 72 ปี ผ่านมา 47 ปี มีครอบครัวและลูก 2 คน แต่ไม่มีอะไรเป็นมรดกให้ลูกหลาน บ้านและที่ดิน ถูกประกาศทับเป็นที่ราชพัสดุ ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ที่ผ่านมาแม้จะต่อสู้ดิ้นรน ยืนเรื่องขอความเป็นธรรมกว่า 25 ปี ไม่มีความคืบหน้า ผู้เสียสละเพื่อคนไทยทั้ง ประเทศได้มีน้ำและไฟฟ้าใช้ กลับไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ไร้มรดกตกทอด เหมือนสร้าง ตราบาปให้ ลูกหลาน" นายรัตน์ กล่าว

นายเกียรติพันธุ์ รังสีสาคร นายก อบต.ท่าปลา กล่าวว่า ก่อนจะอพยพย้ายชาวบ้านอำเภอท่าปลา เพื่อให้สร้างเขื่อนสิริกิต์ เมื่อ 47 ปีที่ผ่านมา ราชการพล่ำบอกว่า จะย้ายให้ไปอยู่ที่อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว การคมนาคมสะดวกสบาย สิ่งสาธารณูปโภคครบครัน

อันที่จริงแล้ว ตรงกันข้ามทุกสิ่งอย่าง ชาวท่าปลายากจน ลูกหลานต้องไปขายแรงงานทั้งในและต่างประเทศ เขื่อนสิริกิต์ปัจจุบันเป็นองค์กรขนาดใหญ่ แต่ไม่มีลูกหลานคนท่าปลาเข้าไปทำงาน มีแต่เครือญาติพนักงานเขื่อนสิริกิติ์ นับเป็นบทเรียนสำหรับคนไทยที่จะเสียสละบ้าน ที่ดิน เพื่อสร้างเขื่อนหรือแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เพราะต้องดิ้นรนต่อสู้ด้วยตัวเอง

แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับชาวบ้านอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องค่าชดเชยที่ไม่เป็นธรรม ที่ดินถูกทับซ้อนและไม่มีเอกสารสิทธิ์ ทำให้ชีวิตต้องตกระกำลำบากยากจน พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ไหน ฟ้าดินโปรดดลบันดาลให้เข้ามาช่วยเหลือชาวอำเภอท่าปลา ให้ลืมตาอ้าปาก ได้ให้รับเอกสารสิทธิ์ มีที่ดินอย่างถูกต้องเหมือนคนไทยทั่วไปด้วย