กฟผ.เดินเครื่องโรงไฟฟ้าจะนะ2 เสริมระบบความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ ระบุยังไม่เพียงพอรองรับความต้องการที่มากขึ้น
นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่ากฟผ.ได้เริ่มเดินเครื่องจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์จากโรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 2 ตั้งแต่วานนี้ (31 ก.ค.) โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าวตั้งอยู่ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ขนาดกำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม ใช้ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) เป็นเชื้อเพลิงหลัก
นอกจากนี้ยังได้เตรียมแผนปรับปรุงให้สามารถใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงสำรอง กรณีไม่สามารถจ่ายก๊าซฯเข้าระบบได้ โดยการใช้ดีเซลจะช่วยผลิตไฟฟ้า 600 เมกะวัตต์ ทั้งนี้คาดว่าจะปรับปรุงโรงไฟฟ้าให้สามารถใช้ดีเซลได้เสร็จในเดือนธ.ค.นี้ และเริ่มใช้ได้จริงตั้งแต่เดือนม.ค.2558
สำหรับโรงไฟฟ้าจะนะ 2 มีมูลค่า 18,000 ล้านบาท แต่หากรวมสิ่งปลูกสร้างอื่นๆและอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งโครงการจะมีมูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่1 ซึ่งมีกำลังการผลิต 731 เมกะวัตต์ จะทำกำลังการผลิตไฟฟ้าโดยรวมของโรงไฟฟ้าจะนะทั้งหมดอยู่ที่ 1,531 เมกะวัตต์ ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงของไฟฟ้าภาคใต้ได้มากขึ้น
นายสุนชัย กล่าวด้วยว่า แม้จะมีโรงไฟฟ้าจะนะ 2 เข้ามาเสริมระบบไฟฟ้าภาคใต้อีก 800 เมกะวัตต์ ทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าภาคใต้โดยรวมเพิ่มมาเป็น 3,100 เมกะวัตต์ แต่ในอนาคตจะไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้อย่างแน่นอน เนื่องจากความต้องการไฟฟ้าภาคใต้เพิ่มขึ้นทุกปีประมาณ 6% ทำให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 150-200 เมกะวัตต์ต่อปี
ทั้งนี้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีก)ของภาคใต้ในปี 2557 ที่อยู่ระดับ 2,600 เมกะวัตต์ อาจปรับขึ้นเป็น 2,750 เมกะวัตต์ได้ เพิ่มขึ้นในปีต่อๆไปได้อีก นอกจากนี้ ในปี 2558 จะมีการปิดซ่อมท่อก๊าซฯ ของแหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ) ในเดือนเม.ย.2558 จำนวน 10 วัน ซึ่งภาคใต้ยังต้องระมัดระวังการใช้ไฟฟ้าต่อไป
ดังนั้นมีความจำเป็นที่ภาคใต้ต้องพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากในอนาคตแนวโน้มก๊าซฯของไทยจะลดน้อยลงและมีโอกาสหมดได้ จึงต้องหันไปใช้เชื้อเพลิงอื่นเพิ่มขึ้น สำหรับในส่วนของโรงไฟฟ้ากระบี่ที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) ซึ่งตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี) 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 กำหนดให้กฟผ.สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 4 โรง กำลังการผลิตโรงละ 800 เมกะวัตต์ ซึ่งโรงแรกกำหนดสร้างเสร็จประมาณในปี 2561
นายสุนชัย กล่าวว่าสำหรับแผนเร่งด่วนของ กฟผ.ในขณะนี้ คือการเร่งสร้างระบบสายส่งไฟฟ้าจากอำเภอบางสะพาน ไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานีและเชื่อมต่อไปยังจังหวัดภูเก็ต และจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปเชื่อมต่อหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ใช้เงินลงทุนประมาณ 62,000 ล้านบาท กำหนดสร้างเสร็จในปี 2562 รวมทั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนหน่วยผลิตไฟฟ้า 4-7 ขนาดกำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ มูลค่า 36,000 ล้านบาท และการสร้างระบบสายส่งไฟฟ้าทั้งประเทศเพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน มูลค่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการเร่งด่วนดังกล่าวที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) ชุดเดิม และขณะนี้อยู่ระหว่างการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาต่อไป






