วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชาวบ้านเฮชนะคดีเพิกถอนโฉนดที่ดินทับที่คลอง

ชาวบ้านท้ายเหมือง พังงาเฮศาลปกครองกลาง พิพากษาชนะคดี ฟ้องเพิกถอนอธิบดีกรมที่ดินออกโฉนดที่ดินทับที่คลองสาธารณะ

ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ น.ส.วาสนา จันทราภรณ์ ตุลาการศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวนคดี และองค์คณะมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ส.19/2554 ที่นางทัศนา นาเวศน์ กับพวกรวม 36 คน ซึ่งชาวบ้านที่อาศัยอยู่ ต.ท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ยื่นฟ้อง นายกรัฐมนตรี , รมว.มหาดไทย , อธิบดีกรมที่ดิน , ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา , อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และนายกเทศมนตรีตำบลท้ายเหมือง ผู้ถูกฟ้องที่ 1-6 เรื่องกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีออกโฉนดเลขที่ 972 เนื้อที่ 78 ไร่ 3 งาน 77 ตารางวา และ 973 เนื้อที่ 111 ไร่ 19 ตารางวา ต.ท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยผู้ฟ้องทั้ง 16 คน ตั้งบ้านเรือน อยู่บนที่ดินดังกล่าว และใช้เป็นที่ทำมาหากิน ซึ่งเดิมที่ดินนั้นเป็นของรัฐที่มีการให้ประทานบัตรทำเหมืองแร่ดีบุก แต่ต่อมานายงิ้มต่าม ลิ่มตุลย์ ผู้ที่ได้รับประทานบัตรทำเหมืองแร่ดีบุก เบียดบังที่ดินดังกล่าวไปเป็นของตนโดยไม่ชอบด้วยการนำที่ดินนั้น ไปแจ้งครอบครองและขอออกโฉนดที่ดิน ซึ่งผู้ฟ้อง ได้ร้องขอให้หน่วยงานรับที่เกี่ยวข้อง เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว เพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นของรัฐและให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟ้องและสาธารณชน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่ป่าไสอ่อน ทางน้ำสาธารณะพุกง เมื่อผู้ฟ้องได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงขอให้ศาลเพิกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวของนายงิ้มต่าม ลิ่มตุลย์ ภายใน 30 วัน นับแต่ศาลมีคำพิพากษา และขอให้มีการออกโฉนดชุมชนในพื้นที่พิพาทแทน

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โฉนดที่ดินที่พิพาทนั้น ได้มาจากการออกโฉนดที่ดินโดยคลาดเคลื่อนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะต้องดำเนินการแก้ไข เนื่องจากได้มีการออกทับทางน้ำสาธารณประโยชน์ “คลองพุกง” บางส่วน รวมทั้งออกทับที่ป่าไสอ่อน ประมาณ 7 ไร่ ซึ่งป่าไม้ถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งสงวนไว้เพื่อทรัพยากรธรรมชาติหรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน เจ้าของโฉนดที่ดินแปลงพิพาทจึงไม่อาจได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวได้ โดยอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ควรจะต้องดำเนินการเพิกถอน หรือแก้ไขโฉนดที่ดินที่พิพาททั้ง 2 แปลงให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11 ) พ.ศ.2551 แต่การที่อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องที่ 3 ไม่ดำเนินการดังกล่าว จึงถือว่าละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

จึงพิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินฉบับที่ 11 มาตรา 61 ให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งกฎหมายดังกล่าวบัญญัติว่า เมื่อปรากฏว่าได้ออกโฉนดที่ดิน หรือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่ผู้ใดคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ให้อธิบดีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้ และให้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามมาตรา 61 วรรคสอง ให้เสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดด้วย เพื่อดำเนินการแก้ไขรูปแผนที่โฉนดที่ดิน โดยให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องที่ 1,2 และ 4-6

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ดี คดีนี้ถือว่ายังไม่สิ้นสุด เนื่องจากยังสามารถยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุดได้อีก ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษานี้