วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดเล่ห์'แก๊งปลอมอีเมล'หลอกโอนเงินสูญ6ล้าน

"วางแผนทำกันเป็นขบวนการ..เนื่องจากการสืบสวนพบว่า อีเมลปลอมนี้มีไอพีแอดเดรสมาจากประเทศไนจีเรีย"

คดีคนร้ายปลอมอีเมลบริษัทแห่งหนึ่งแล้วส่งไปหลอกให้บริษัทคู่ค้าโอนเงินมาให้นั้น ถือเป็นหนึ่งในสามกลโกงออนไลน์รูปแบบใหม่ที่คนร้ายชาวต่างชาติมักใช้หลอกลวงคนไทยซึ่งตำรวจเคยมีการแจ้งเตือนให้ระมัดระวังกันมาสักพักใหญ่แล้ว

ทว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้แต่เพียงสันนิษฐานถึงวิธีการก่อเหตุของคนร้ายจากข้อมูลที่ได้จากผู้เสียหายฝ่ายเดียว จึงทำให้ไม่เห็น "กลวิธี" การกระทำผิดที่แท้จริงเพื่อนำมากำหนดเป็นมาตรการป้องกันและปราบปรามได้ แต่ล่าสุดตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้มาได้ จึงเผยให้เห็นถึงรูปแบบการกระทำผิดที่มีลักษณะเป็น "ขบวนการข้ามชาติ" ซึ่งอาจลุกลามเป็นภัยต่อความมั่นคงในโลกออนไลน์ได้ในอนาคต

นายจอห์น (Mr.Tambe Echu Elvis Ako) ชาวแคมเมอรูน และนางนวลจันทร์ ชาฤทธิ์ อายุ 43 ปี คือสองผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่ถูกจับกุมตัวได้โดยถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิดในคดีประเภทนี้

ตำรวจ บก.ปอท.มีหลักฐานว่า ทั้งสองมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลอมอีเมลบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งแล้วส่งอีเมลปลอมไปหลอกบริษัทคู่ค้าที่ประเทศญี่ปุ่นว่ามีการเปลี่ยนแปลงบัญชีรับโอนเงินค่าสินค้า ทำให้บริษัทที่ญี่ปุ่นหลงเชื่อโอนเงินชำระค่าสินค้าไปเข้าบัญชีที่คนร้ายเปิดไว้เป็นเงินถึง 6 ล้านบาท

จากการสืบสวนพบว่า บัญชีปลอมที่กลุ่มคนร้ายหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินค่าสินค้าไปนั้น เปิดในนามนิติบุคคลเมื่อเดือน เม.ย.2557 โดยมีนางนวลจันทร์ เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจเบิกถอนเงิน

นอกจากนี้จากการตรวจสอบภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดพบนายจอห์น หนึ่งในผู้ต้องหา เป็นผู้ทำการถอนเงินจากบัญชีนี้ผ่านตู้เอ็มทีเอ็ม ส่วนบัญชีธนาคารที่นายจอห์นเปิดคู่กับนางนวลจันทร์นั้นก็พบว่า นายจอห์นได้ใช้หนังสือเดินทางปลอมมายื่นขอเปิดบัญชี

แม้ว่าการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 คนจะปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเพราะบริษัทที่เปิดก็ทำธุรกิจเรื่องการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในไทย ส่วนเงินที่มีการโอนเข้ามาในบัญชีก็เป็นของเพื่อนนายจอห์นขอเลขบัญชีไปเท่านั้น แต่หลักฐานที่ตำรวจรวบรวมได้กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

พ.ต.อ.สมพร แดงดี รอง ผบก.ปอท. ระบุว่า คดีนี้คนร้ายกระทำผิดเป็นขบวนการ มีการจดทะเบียนนิติบุคคลและเปิดบัญชีในนามนิติบุคคลเพื่อรองรับเงินโอน เมื่อมีการปลอมแปลงอีเมลของผู้เสียหายเพื่อแจ้งไปยังบริษัทคู่ค้าในต่างประเทศให้โอนเงินมาเข้าบัญชีที่เตรียมไว้แล้วจึงค่อยทำการถอนเงินออกจากบัญชี

"คดีนี้มีการวางแผนทำกันเป็นขบวนการ โดยเชื่อว่ายังมีชาวต่างชาติอีกหลายคนร่วมกระทำผิด เนื่องจากการสืบสวนพบว่า อีเมลปลอมนี้มีไอพีแอดเดรสมาจากประเทศไนจีเรีย"

จากพฤติการณ์กระทำผิดในคดีนี้ชี้ให้เห็นว่า "ขบวนการ" ที่คนร้ายใช้นั้นมีการแบ่งหน้าที่กันทำเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนเปิดบัญชีธนาคาร และส่วนที่ทำอีเมลปลอม แต่ในเรื่องการ "เจาะระบบ" เพื่อนำข้อมูลมาทำอีเมลปลอมนั้นก็ยังคงเป็นปริศนาเพราะการสืบสวนสอบสวนยังสาวไปไม่ถึง

พ.ต.อ.นิเวศน์ อาภาวศิน ผู้กำกับการกลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บก.สสท.สทส.ตร.) บอกว่า จากพฤติการณ์คนร้ายที่ก่อคดีทางระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตหลายๆ คดีพบว่า การโจรกรรมรหัสผ่านอีเมลนั้นทำได้ 2 วิธี คือ การใช้ "มัลแวร์" (โปรแกรมโจมตีระบบซึ่งมีหลายประเภท ไวรัสคอมพิวเตอร์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น) ส่งเข้าไปฝังในระบบ และการใช้ "โปรแกรมโจรกรรมข้อมูลสำเร็จรูป" เข้าไปดักข้อมูลการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสัญญาณไวไฟ แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าวิธีการใดที่คนร้ายใช้เพื่อให้ได้ข้อมูลบริษัทมาใช้ในการปลอมอีเมล

อย่างไรก็ดี เขาวิเคราะห์ว่า คนร้ายน่าจะเจาะจงเลือกเหยื่อมากกว่าหว่านแห เพราะการสุ่มดักโจรกรรมข้อมูลนั้นเสียเวลาเฝ้าดูข้อมูลเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญคือไม่รู้ว่าจะได้ข้อมูลสำคัญที่อยากได้หรือไม่และจะได้มาเมื่อไร

"คิดว่าคนร้ายอาจหาข้อมูลบริษัทเป้าหมายหรือบริษัทที่มีข้อมูลของบริษัทเป้าหมายจากระบบอินเทอร์เน็ตก่อน จากนั้นจะหาช่องทางเจาะระบบผ่านทางอีเมล หรือไอพีแอดเดรส เพื่อปล่อยมัลแวร์ หรือไวรัสเข้าไปฝังในระบบของบริษัทโดยตรงแล้วขโมยข้อมูลออกมา"

พ.ต.อ.นิเวศน์ ระบุว่า ตราบใดที่ยังไม่ได้ตัวผู้ร่วมกระทำผิดในส่วนอื่นๆ เจ้าหน้าที่ก็ต้องนำเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ของผู้เสียหายมาตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาเบาะแสร่องรอยของคนร้ายอีกครั้ง

ดังนั้นในระหว่างที่เจ้าหน้าที่สืบสวนขยายผลนั้น บริษัทหรือแม้กระทั่งบุคคลก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการติดต่อผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยมีวิธีการง่ายๆ คือ หลีกเลี่ยงการใช้ฟรีไวไฟในที่สาธารณะ เปลี่ยนรหัสผ่านอีเมลบ่อยๆ อย่าเปิดอีเมลที่คนแปลกหน้าส่งมาหรืออีเมลจากคนรู้จักแต่มีลักษณะแปลกๆ และปรับปรุงโปรแกรมป้องกันไวรัสอยู่เสมอ

ส่วนบริษัทที่มีการติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศนั้นก็ต้องเพิ่มขั้นตอน "การยืนยัน" อีกชั้น ซึ่งมีเทคนิคง่ายๆ เช่น โทรกลับไปยืนยัน หรือส่งเอสเอ็มเอสยืนยัน ควบคู่ไปกับการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างกัน เพียงเท่านี้การทำธุรกิจผ่านระบบออนไลน์ก็จะปลอดภัยมากขึ้น