วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อาลัย'สุทธิ อัชฌาศัย'นักสู้เพื่อมวลชนภาคบูรพา

"การเคลื่อนไหวที่สำคัญของ"สุทธิ"คือเปิดประเด็นมลพิษที่นิคมฯมาบตาพุดซึ่งส่งผลต่อสุขภาพประชาชน.."

นายสุทธิ อัชฌาศัย เป็นคน ต.บ้านแลง อ.เมือง ระยอง จบการศึกษาระดับมัธยมต้นที่โรงเรียนระยองวิทยาคม ระดับมัธยมปลาย ที่โรงเรียนวัดราชบพิตร จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ช่วงเป็นนักศึกษาได้ร่วมทำกิจกรรมในนาม "ชมรมศึกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม ม.รามคำแหง" นอกจากนั้นเขายังเคยทำกิจกรรมร่วมกับ สุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เมื่อปี 2538

เมื่อจบการศึกษาได้เข้าทำงานให้กับสมาคมร่วมกันสร้าง ทำเกี่ยวกับการสร้างที่อยู่อาศัยให้กับคนที่อยู่สลัมในกรุงเทพฯ จากนั้นไปทำงานที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยของนายสุวิทย์ วัดหนู กระทั่งเป็นผู้ประสานงานกับทีมสมัชชาคนจน นอกจากนี้ยังเป็นผู้ประสานงานโครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ ของมูลนิธิชุมชนไท ในปี 2542

เมื่อปี 2548 ยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เกิดวิกฤติน้ำขาดแคลนในพื้นที่ภาคตะวันออก นายสุทธิเป็นแกนนำเกษตรกร และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบต่อสู้เรียกร้องเรื่องจัดสรรทรัพยากรน้ำ จนรวมตัวกันเป็นเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ระหว่างนั้นเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองนายสุทธิได้เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเป็นหนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ภาคตะวันออก

การเคลื่อนไหวที่สำคัญของนายสุทธิคือการเปิดประเด็นมลพิษที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดซึ่งส่งผลต่อสุขภาพประชาชน โดยนายสุทธิเป็นแกนนำเรียกร้องให้มีการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษในช่วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ไม่สำเร็จ จึงฟ้องร้องต่อศาลปกครองจนชนะคดี ศาลประกาศให้มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ปี 2552 นายสุทธิตัดสินใจเข้าร่วมก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ และได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารพรรค แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งภายในพรรคเขาจึงลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารพรรค

หลังจากนั้นนายสุทธิกลับมาอยู่บ้านที่ จ.ระยอง และเปิดร้านอาหารชื่อ "วันวาน (นี้)" ที่ริมถนนสายระยอง-บ้านแลง ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง แต่ไม่ประสบความสำเร็จจึงต้องปิดตัวไปพร้อมกับหนี้สินหลักล้าน นอกจากนั้นยังมีหนี้สินจากการนำมวลชนเคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา กระทั่งเกิดเหตุเศร้าสลดขึ้นครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของภาคประชาชน