โทมัส โลดี้ หมออเมริกันฉีกกรอบการรักษา จากเส้นทางเคมีสู่หนทางแห่งธรรมชาติ เขาเชื่อว่าธรรมชาติจะพิฆาตมะเร็ง
ขึ้นชื่อว่าโรคมะเร็ง คงไม่มีใครอยากเป็น แต่เมื่อเป็นแล้ว โจทย์แสนยากทว่าต้องทำคือ "จะอยู่อย่างไรให้ทั้งกายและใจไม่ทรุดโทรมลง" มีผู้ป่วยหลายคนอาการทรุดเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองกำลังแปรสภาพจากคนธรรมดากลายเป็นผู้ป่วยมะเร็ง วิถีทางรักษาแบบดั้งเดิม อาทิ เคมีบำบัด ถูกนำมาใช้รักษา บางคนอาการดีขึ้น แต่ก็มีไม่น้อยที่อาการทรง และอีกมากมายที่อาการทรุด เรียกได้ว่าการรักษาด้วยเคมียังการันตีไม่ได้ว่าจะรักษามะเร็งได้ชะงักงัน
นั่นจึงทำให้ โทมัส โลดี้ (Thomas Lodi) นายแพทย์ชาวอเมริกัน สาขามะเร็งวิทยาแบบผสมผสาน โภชนาการ และนักบำบัดด้วยธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา ฉีกกรอบการรักษาจากเส้นทางเคมีสู่หนทางแห่งธรรมชาติ เพราะเขาเชื่อว่าธรรมชาติจะพิฆาตมะเร็ง
๐ ทำไมจึงสนใจการรักษาแนวธรรมชาติบำบัด?
มะเร็งเป็นโรคที่ไม่มีใครอยากให้เกิดกับตนเอง สืบเนื่องมาจากการรับทราบข้อมูลที่ในอดีตว่าเป็นโรคที่ต้องเสียชีวิตทุกคน ทำให้ผู้เป็นโรคเกิดความท้อแท้อย่างมาก ภรรยาของผมเองก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านม อย่างไรก็ตาม วิทยาการในปัจจุบันทำให้เราเข้าใจโรคนี้เพิ่มขึ้น
การป้องกันและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ป่วยคือสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การตรวจพบมะเร็งในระยะต้น ร่วมกับการกำจัดหรือส่งเสริมร่างกายให้ลดการเกิดเซลล์มะเร็ง รวมทั้งการให้กำลังใจผู้ป่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาของความสับสน และความกลัวสู่ความแน่วแน่ในการมีชีวิตอยู่ จึงเป็นสิ่งที่ผมหวังอยู่ในใจตลอดมา ตั้งแต่เริ่มต้นการศึกษาและรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งในสหรัฐอมริกา
๐ มีกรณีผู้ป่วยที่น่าสนใจหรือไม่?
เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการตีพิมพ์รายงานในวารสารการแพทย์ในประเทศไทยด้วยครับ ผู้ป่วยเป็นชาย อายุ 83 ปี เป็นมะเร็งตับ ระยะ 4 แพร่ไปยังปอด และมีโรคประจำตัวอื่นๆ คือ เบาหวาน ไตและต่อมลูกหมากโต เขารับการรักษาเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว การรักษาประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก อันดับแรกที่สำคัญที่สุดคือ กำลังใจ เขาขาดกำลังใจ ขาดพลังใจในการต่อสู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย
อันดับสองคือ ลดการเพิ่มขึ้นของเซลล์มะเร็ง ปรับพฤติกรรมการกินอยู่ทั้งทางร่างกายและจิตใจ อาหารสด น้ำผัก การสวนล้างลำไส้ การส่งเสริมการไหลเวียนของน้ำเหลือง จะช่วยส่งเสริมลดความตึงเครียดภายในร่างกายได้อย่างดี ร่วมกับ อันดับที่สามของการส่งเสริมคือ ติดอาวุธ เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย
และอันดับสุดท้ายคือ การทำลายเซลล์มะเร็งที่ต้องมีความเฉพาะเจาะจงกับมะเร็งชนิดนั้นๆ โดยไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียง ซึ่งมักเป็นเหตุผลหลักของการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง คุณผู้ป่วยนี้รับการรักษาประมาณ 5 เดือน ก็ได้ส่งไปตรวจ PET CT พบว่าก้อนในตับและปอด หายไปหมด
๐ การใช้วิถีธรรมชาติบำบัดมะเร็งคืออะไร?
ด้วยเทคนิค 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1. Stop making cancer เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญที่สุดในการหยุดกลไกการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยปกติแล้วร่างกายของเราไม่สามารถยับยั้งกลไกการเกิดมะเร็ง ทำให้การรักษาไม่ได้ผล เช่น มะเร็งเต้านม แม้จะตัดเต้านมออกไปแต่ก็มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกได้ ดังนั้น การรักษาจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าไม่หยุดกลไกการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
2. Target Cancer เป็นกระบวนการฆ่าเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะเจาะจง โดยปกติทั่วไปผู้ป่วยจะเสียชีวิตจากผลข้างเคียงของการรักษามากกว่าเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง และ 3.Boost Immunity เป็นการปรับความสมดุลให้แก่ร่างกาย ปรับคุณภาพชีวิต ร่วมกับการส่งเสริมให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันเซลล์มะเร็ง
มนุษย์แต่ละคนมีเซลล์มะเร็งอยู่แล้ว และร่างกายก็มีภูมิคุ้มกันที่จะทำลายเช่นกัน กระบวนการปรับความสมดุลให้แก่การทำลายไปพร้อมๆ กับการส่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่เสมอ จะส่งผลให้ป้องกันการก่อเกิดได้ เซลล์มะเร็งนั้นจะมีกลไกในการป้องกันตัวไม่ให้ถูกภูมิคุ้มกันเราทำลาย ดังนั้น เราต้องส่งเสริมให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมากขึ้น ภูมิคุ้มกันนี้สามารถที่จะจดจำและเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้
๐ ทำไมการรักษาจึงยาก?
เพราะเซลล์มะเร็งมีกลไกป้องกันตัวที่สามารถหลอกภูมิคุ้มกันของเราไม่ให้โจมตีทำลายตัวมัน การส่งเสริมเซลล์ภูมิคุ้มกันนั้น ก็เพื่อให้ภูมิคุ้มกันสามารถผ่านเกราะเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้สำเร็จ
Target cancer ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้เราเข้าใจว่า เซลล์มะเร็งคืออะไร ชอบอะไร และดำรงอยู่อย่างไร (ได้พลังงานจากไหน ไม่ชอบอะไร) และสภาวะที่เอื้อให้เกิดเซลล์มะเร็งนั้นแตกต่างจากเซลล์ปกติอย่างไร สิ่งหนึ่งที่เราใช้ในการทำลายเซลล์มะเร็งคือ สารธรรมชาติที่มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งคล้ายยาคีโม ที่ให้ผลการรักษาและมีผลข้างเคียงน้อยกว่าประมาณ 10 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกัน
แล้วทำไมถึง “stop making cancer” ได้นั้น เพราะเซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ที่มี activity เยอะ เจริญเติบโตเร็วกว่าและมากกว่าเซลล์ธรรมดาหลายเท่า การเติบโตนั้นต้องใช้พลังงาน ซึ่งหลักๆ ก็คือ พลังงานจากน้ำตาล ฉะนั้น การปรับระบบเผาผลาญ (Metabolism) ของร่างกาย จึงเป็นหลักสำคัญที่จะหยุดเซลล์มะเร็ง
การรักษาโดยการปรับระบบการเผาผลาญร่วมกับการส่งเสริมหน้าที่ของฮอร์โมนอินซูลินนั้น แพทย์ผู้รักษาจำเป็นต้องทราบถึง ช่วงเวลา วิธีการ (การออกกำลังกาย การปรับการใช้ชีวิต อาหาร สุขภาพจิต) ความเหมาะสมในภาพรวมของการบำบัดผู้ป่วย ช่วงใดที่ควรหยุดการเจริญเติบโตของมะเร็ง ประสานกับการส่งเสริมการรักษาร่างกายให้แข็งแรง
นอกจากนี้เรายังใช้สารจากธรรมชาติในการรักษามากกว่าการใช้สารสังเคราะห์ เช่น วิตามิน สมุนไพร วิธีการนี้เหมาะกับชีวิตของคนไทย ที่ไม่ส่งผลข้างเคียง และปรับสมดุลให้กับร่างกาย
๐ ไลฟ์สไตล์มีผลต่อความเสี่ยงเป็นมะเร็ง?
ปัจจุบันการใช้ชีวิตของคนเราทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะมาจากพันธุกรรมเท่านั้น ปัจจัยที่สำคัญสุดในการใช้ชีวิต คือ อาหาร เราควรได้รับสารอาหารจากธรรมชาติโดยตรง โดยไม่ผ่านการปรุงแต่งที่เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ
อาหารที่มีการปรุงแต่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมี เมื่อนำพาเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้ร่างกายของเราได้รับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ก่อให้เกิดโรคได้ การรับประทานอาหารที่ถูกต้องช่วยหลีกเลี่ยงการเกิดเซลล์มะเร็ง
การกำจัดของเสียออกจากร่างกาย เช่น การสวนล้างลำไส้ การส่งเสริมการไหลเวียนของระบบน้ำเหลือง จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง นอกจากนั้นเรายังต้องปรับต้นเหตุของสุขภาพที่เกิดจากการรับประทานอาหาร ด้วยโปรแกรม green juice, Raw food, Detox
เราต้องเข้าใจว่าอะไรคืออาหารของมนุษย์ และควรกินอย่างไร แต่การกินของเรา เรากินตาม culture ไม่ใช่ nature จึงเกิดปัญหากับร่างกาย
อวัยวะภายในของร่างกายที่สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกมากที่สุด คือลำไส้ เพราะมีหน้าที่ในการดูดซึมอาหาร เมื่อเรากินอะไรที่ไม่ดีเข้าไป ส่งผลให้ลำไส้ดูดซึมสิ่งไม่ดี และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ส่งไปที่ตับ ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักกับสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา (ภูมิคุ้มกันก็จะต่ำ) ดังนั้น การสวนล้างลำไส้จึงช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอม พร้อมกับช่วยให้ภูมิคุ้มกันกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๐ อาหารแนว Raw food คือสิ่งสำคัญในการรักษาของคุณหมอ หมายความว่าอาหารทั่วไปไม่เหมาะสมและทำให้เกิดมะเร็งใช่ไหม?
การเกิดมะเร็งมีปัจจัยที่หลากหลาย แต่สิ่งที่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดความเสื่อมของร่างกาย หนึ่งในปัจจัยสำคัญนั้นคืออาหาร อาหารมิได้เป็นเพียงแค่พลังงานที่เราต้องการเท่านั้น ปริมาณ ชนิด ที่มา ลักษณะการประกอบอาหาร ยังส่งผลต่อการจัดการพลังงานและการเผาผลาญจากร่างกายสู่ระดับเซลล์
เซลล์ร่างกายที่ดีมีคุณภาพคือ เซลล์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของน้ำหล่อเลี้ยงเซลล์ที่ดี ไม่มีลักษณะของปริมาณน้ำตาลที่สูงจนควบคุมไม่ได้ ขาดออกซิเจน มีการกระตุ้นของภูมิคุ้มกันจากการอักเสบ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น หรือยากที่จะเกิดถ้าเราได้รับประทานอาหารที่ถูกต้อง อย่าง Raw Food ร่วมกับการใช้ชีวิตที่ลดการเกิดเซลล์มะเร็ง จะทำให้เราห่างไกลจากการเจ็บป่วย
Raw food คือ อาหารที่ทำจากผลไม้สด ผักสด ต้นอ่อนของเมล็ดพืช วัตถุดิบทั้งหมดไม่ผ่านขบวนการปรุงแต่งทางเคมี ไม่มีแป้ง และน้ำตาล ไม่ใช้ความร้อนเกิน 46 องศาเซลเซียล เพื่อคงคุณค่าเอ็นไซม์ วิตามิน และเกลือแร่ แหล่งวัตถุดิบที่นำมาใช้ไม่ผ่านสารเคมี พูดง่ายๆ ก็คือ อาหารมังสวิรัติแบบไม่ต้องปรุงด้วยความร้อน นั่นเอง
>> นพ.โทมัส โลดี้ คือใคร?
นพ.โทมัส โลดี้ สำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาวายในปี 2528 ในช่วง 10 ปีแรกของอาชีพทางด้านการแพทย์ได้ทำงานในฐานะอายุรแพทย์เฉพาะทาง แพทย์ดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินและแพทย์เวชบำบัดวิกฤติในแผนกไอซียูและแผนกซีซียูของโรงพยาบาลหลายแห่ง รวมทั้งเป็นครูผู้สอนงานในคลินิกทางด้านการแพทย์ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาวาย
จากประสบการณ์ที่ได้ปฏิบัติทางด้านการแพทย์เรื่อยมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี ทำให้ทราบถึงความทุกข์ของผู้ป่วยมะเร็งและครอบครัว รวมทั้งความต้องการทางด้านการแพทย์ที่แตกต่างกันออกไป จึงค้นคว้าหาแนวทางการรักษาใหม่โดยให้ความสนใจเป็นพิเศษในสาขาวิชาการบำบัดโรงมะเร็งแบบผสมผสาน ซึ่งใช้เวลาฝึกอบรมจำเพาะและสั่งสมประสบการณ์นานถึง 15 ปี
ต่อมาในปี 2547 จึงตัดสินใจก่อตั้ง Oasis of Healing ศูนย์การแพทย์แบบผสมผสาน ตั้งอยู่ในเมืองเมซ่า รัฐอะริโซน่า สหรัฐอเมริกา มุ่งช่วยให้ผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งในระยะลุกลามและครอบครัวเรียนรู้ที่จะสร้างสุขภาพให้กลับมาดีได้ดังเดิม
(หมายเหตุ: ผู้อ่านสามารถสอบถามประเด็นเพิ่มเติมได้ที่ 02-5548300)








