วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำ หวั่นแรงต้านกม.ชดเชยเวนคืน

เจาะ!มอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำ งบ3หมื่นกว่าล้าน เจอแรงต้านกฎหมายและชดเชยเวนคืน

โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม-สมุทรสงคราม-ชะอำ งบประมาณลงทุนในโครงการ 33,000 ล้านบาท ถือเป็น 1 ใน 5 สายทาง ของการจัดทำทางหลวงพิเศษ ระหว่างเมือง ที่กรมทางหลวงอยู่ระหว่างดำเนินการ ด้วยเป้าหมายที่จะให้เป็นทางเลือกในการเดินทางเพื่อแบ่งเบาความแออัดของการจราจรบนทางหลวงหมายเลข 4 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักเพียงสายเดียวในการเดินทางสู่ภาคใต้ โครงการนี้จะเป็นการก่อสร้างทางหลวงพิเศษแนวใหม่ขนาด 4 ช่องจราจรบนพื้นดิน ที่มีการควบคุมทางเข้า - ออก สมบูรณ์แบบ

อย่างไรก็ตามในขั้นตอนการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการคัดค้านต่อโครงการนี้ในทุกเวทีที่มีการจัดรับฟังความคิดเห็น อาทิ การประชุมชี้แจงรูปแบบโครงการ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ที่ราชบุรี ในวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ประเด็นที่ผู้เข้าร่วมรับฟังกว่า 300 คน ต่างคัดค้านทางหลวงพิเศษที่จะผ่านใน 5 อำเภอ ของราชบุรี ก็คือการไม่พอใจ ต่อการชดเชยที่ดินที่จะถูกเวนคืนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ที่สำคัญบริเวณที่ถนนตัดผ่านมีโบราณสถานหลายแห่ง ที่จะต้องได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือนจากรถที่วิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ย 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อีกทั้งรูปแบบโครงการที่เป็นถนนสายยาวมีรั้วกั้น ผู้ที่จะใช้ประโยชน์จากถนนเส้นนี้คือผู้ใช้รถ ในขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต้องถูกแบ่งแยกที่ดินออกจากกัน เพราะการมีถนนผ่านกลาง

บทสรุปจากการรับฟังความเห็นครั้งนั้นก็คือ การที่จะเสนอเรื่องต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้ระงับโครงการนี้ ส่วนการรับฟังความเห็นที่ เพชรบุรี ซึ่งมีประชาชนทั้งจากสมุทรสงคราม และเพชรบุรี เข้าร่วม ต่างกังวลกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือมุมความคิดที่ต่างกันกับ บริษัทที่ปรึกษา ที่จัดการรับฟังความคิดเห็นตามระเบียบสำนักนายก พ.ศ.2548 แต่ประชาชนต้องการให้ใช้กระบวนการฟังความคิดเห็นตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2554 ที่ครอบคลุมการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ

นายสุรจิต ชิรเวทย์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา( สว.) สมุทรสงคราม กล่าวว่า โครงการนี้สิ่งที่หน่วยงานของรัฐต้องอธิบายก็คือได้จัดฟังความคิดเห็นแล้วอย่างทั่วถึงหรือไม่ เพราะว่าโครงการนี้ประชาชนมีความเห็นต่างว่า ต้องจัดรับฟังความคิดเห็นโดยภาครัฐ ไม่ใช้จัดโดยบริษัทที่ปรึกษาและการรับฟังความเห็นต้องจัดโดยทั่วถึง ทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา 57 วรรค 2 ระบุว่าการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม การเวนคืนคืนที่ดิน รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงดำเนินการ

โครงการนี้มีการเวนคืนที่ดิน ซึ่งเมื่อมีการเวนคืนที่ดิน ต้องมีการจัดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเรื่องนี้บริษัทที่ปรึกษาให้คำตอบไม่ได้ ประเด็นที่ขอโต้แย้งคือกรมทางหลวง ที่ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้รายงานว่า โครงการนี้มีผลกระทบรุนแรง และมีการเวนคืนที่ดิน เข้าองค์ประกอบกฎหมายที่ต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมไปในระดับชุมชนด้วย ตัวแผนแม่บทที่รัฐบาลอนุมัติตั้งแต่ปี 2540

แต่โครงการนี้ถูกนำมาดำเนินการในช่วงที่มีรัฐธรรมนูญปี 2550 แล้ว และถึงว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะยกเลิกรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกัน หน่วยงานรัฐต้องทำตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญมาตรา 57 วรรค 2 คือต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างทั่วถึง และให้องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมให้ความเห็นประกอบ

นางกานดา พาเจริญ รองประธานฝ่ายเกษตร หอการค้าสมุทรสงคราม กล่าวว่า การทำเวทีความคิดเห็นโครงการนี้ ส่วนใหญ่ประชาชนจะไม่รับทราบ ผู้ที่ได้รับแจ้งให้เข้าร่วมจะเป็นผู้นำ ทำให้ชุมชนมีปัญหากันเอง การเวนคืนที่ดิน บางครั้งผู้นำไปแจ้งผู้เช่าที่ดิน ทำให้เจ้าของที่ดินไม่รู้ ไม่ทราบว่าตัวเองได้รับผลกระทบ จึงอยากให้มีการตรวจสอบว่าที่ดินที่ถูกเวนคืนชื่อในโฉนดเป็นของใคร ต้องแจ้งให้เจ้าของที่ดินทราบ ไม่ใช่แจ้งให้ผู้เช่าทราบ

นายบัณฑิต ป้านสวาท ผู้ประสานงานกลุ่มสมุทรสงครามจัดการตัวเอง กล่าวว่า แบบสอบถามที่บริษัทที่ปรึกษาสอบถามผู้เข้าร่วมฟังความคิดเห็นทุกเวทีที่ผ่านมา เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่าแบบสอบถาม ที่นำมาใช้ไม่ใช่แบบสอบถามที่เป็นกลาง เป็นแบบสอบถามเชิงบวก เป็นการชักนำ

“สิ่งหนึ่งที่ควรมีในแบบสอบถามคือผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้โดยถามคนที่อยู่ในท้องถิ่น เรื่องที่ถูกเวนคืน เรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งสำรวจเมื่อปี 2555 มีอยู่แล้ว สามารถบอกได้ว่าเป็นพื้นที่ของใคร ส่วนที่บอกว่าโครงการนี้จะมีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ผมขอถามว่าจะเยียวยาอย่างไร เพราะที่ดินทำกินเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ค่าเวนคืนเพียงพอไหม เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ถนนมอเตอร์เวย์ การชดเชยไม่ควรจ่ายแค่ที่ดิน และบ้าน ควรชดเชยต้นทุนในการดำรงชีวิตด้วย”นายบัณฑิต กล่าว

000

(ล้อมกรอบ)

บูรพาวิถี-พัทยา ชูทางเลือกที่ 8

ทางด่วนพิเศษบูรพาวิถี-พัทยา ที่ผ่านมติคณะรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายน 2555 โดยมีแนวคิดต่อการพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมต่อท่าเรือแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรม กับพื้นที่ทางภาคตะวันออก โดยมีศูนย์กลางของโครงการหลักอยู่ที่ชลบุรี และมีการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นเจ้าของโครงการ รวมระยะทาง 71.6 กิโลเมตร งบลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท และที่ผ่านมา ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น ที่จัดไปแล้ว 2 ครั้ง มีการทักท้วงต่อการคัดเลือกแนวสายทางที่เหมาะสม ภายใต้ข้อกำหนดคือความคุ้มค่าต่อวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่จะครอบคลุมพื้นที่ของโครงการ คือ อ.เมือง อ.ศรีราชา และ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ล่าสุดมีการเสนอแนวทางเลือกใหม่เพิ่มเติม เป็นทางเลือกที่ 8 ที่จะทำโครงการนี้ เริ่มต้นจาก ต.คลองตำหรุ อ.เมือง ชลบุรี มาตามถนนสายสุขุมวิท มาถึงทางแยกต่างระดับข้ามทางรถไฟที่กิโลเมตร 15 จากนั้นเบี่ยงไปใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ ผ่าน ต.หนองข้างคอก อ.เมือง ต.บางพระ ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา เบี่ยงไปทางทิศตะวันตก เฉียงใต้ข้ามมอเตอร์เวย์ บริเวณแยกหนองยายบู่ เพื่อใช้แนวขวาตัดผ่านเชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง

ข้อพิจารณาของแนวเส้นทางนี้ที่เป็นผลการศึกษาล่าสุด และถูกนำมาเปรียบเทียบกับทางเลือกแนวถนนอื่นๆ ก็คือ ย่นระยะทางจาก 71.6 กิโลเมตร ให้อยู่ที่ 61 กิโลเมตร ลดปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดิน และความขัดแย้งกับชุมชนจากการเวนคืนที่ดิน ทั้งยังช่วยประหยัดงบประมาณในการลงทุน ขณะนี้กำลังจะจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการ