วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แม่กลองจับตาโครงการน้ำ3.5แสนล.

แม่กลองจับตาโครงการน้ำ3.5แสนล.ดักคอ คสช.ฟื้น"โมดูลเอ5"รุมต้านแน่

ภาคประชาชน-ประธานหอค้า-อดีต ส.ว.แม่กลองผวา"โมดูล เอ 5"โครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า3.5 แสนล้านฟื้นคืนชีพ เหตุแม้คสช.สั่งระงับการดำเนินโครงการทั้งหมด แต่กรมชลประทานกลับเร่งปัดฝุ่นเวทีรับฟังความคิดเห็นรอบใหม่ ประกาศลั่นพร้อมเดินหน้าคัดค้านอีกรอบ เหตุขุดแม่น้ำสายใหม่ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศน์และชุมชนแม่กลอง

ความคืบหน้ากรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)สั่งระงับการดำเนินการทั้งหมดของโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมแผนงานเพื่อพิจารณาทบทวนหรือกำหนดแนวทางที่เหมาะสมต่อไปนั้น

นายสุรจิต ชิรเวทย์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) สมุทรสงคราม กล่าวว่า โครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาทมีทั้งหมด 10 โมดูล ขณะนี้ในส่วนของ จ.สมุทรสงคราม กำลังติดตามท่าทีของ คสช.ว่าจะมีแนวทางการดำเนินงานอย่างไร แต่ขอย้ำว่าโครงการนี้ในส่วนของโมดูลเอ 5 จะส่งผลกระทบรุนแรงกับ จ.สมุทรสงครามและจังหวัดภาคกลางใกล้เคียง

ทั้งนี้ เพราะจะมีการผันน้ำจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาไปลงแม่น้ำแม่กลอง ในอัตรา 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาโครงการนี้ยังฟังความเห็นประชาชนไม่ครบทุกพื้นที่ ดังนั้นต้องทำตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองไปก่อน คือทำกระบวนการให้ครบ ขณะนี้ที่ยังขาดการรับฟังความคิดเห็นประชาชนที่ จ.นครปฐม กับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และยังไม่ได้มีการสรุปรายงานออกมา

"การที่คนสมุทรสงครามออกมาต่อต้านโมดูล เอ 5 เพราะตามแผนโครงการนี้ จะมีการขุดลำน้ำใหม่กว่า 280 กิโลเมตร เข้าใจว่าจะนำมวลน้ำออกทะเลได้ แต่ความเป็นจริงแล้วสิ่งที่ไม่ได้ศึกษาก็คือ มันไม่ใช่เขตอิทธิพลน้ำขึ้น - น้ำลง ฉะนั้นน้ำจะออกไปประมาณ 6 ชั่วโมงแล้วกลับมาใหม่ ด้วยเหตุนี้หากนำโมดูล เอ5 มาทำใหม่อย่างไร คนแม่กลองส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นโครงการที่มีผลกระทบมาก ขอบเขตการศึกษาผลกระทบต้องคิดจากขอบฝั่งไปในทะเลด้วย ซึ่งขอบเขตการศึกษาเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน" อดีต ส.ว.สมุทรสงคราม ระบุ

นายชัยยันต์ อยู่ศิริ ประธานหอการค้าสมุทรสงคราม และประธานสภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า โครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท โดยภาพรวมมีประโยชน์ แต่ต้องเลือกโมดูลหรือโครงการที่เหมาะสม ในส่วนของโมดูล เอ 5 ถ้าทำตามโครงการเดิมในเรื่องการขุดแม่น้ำสายใหม่ ผันน้ำไปลงแม่น้ำแม่กลองที่ จ.กาญจนบุรี นั้น ถึงที่สุดแล้วจะส่งผลกระทบกับพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม อย่างแน่นอน

เพราะหากน้ำมาเต็มตามจำนวน สิ่งที่กังวลต่อแม่น้ำสายใหม่ที่น้ำหลากมาตั้งแต่ อ.ขาณุวรลักษณ์ จ.กำแพงเพชร ถึง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ก็คือหากไม่มีน้ำจากแม่น้ำปิงมาลง จะทำให้แม่น้ำสายใหม่เป็นแม่น้ำที่มีน้ำน้อย ไม่คุ้มต่อการลงทุน แต่ในรายละเอียดรัฐบาลที่ผ่านมาพิจารณาว่าควรมีถนน 4 เลน 2 ด้าน ให้ความสำคัญเรื่องการขยายพื้นที่ การพัฒนาพื้นที่ มีถนนที่มาคู่กับแม่น้ำสายใหม่ ฉะนั้นหากมองเป็นทางผ่านน้ำอย่างเดียว ก็ถือว่ามีประโยชน์น้อยเกินไป

"โมดูล เอ5 คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และเตรียมข้อมูลไว้คัดค้าน เช่น การระบายน้ำมากๆ จะมีผลกระทบอย่างไรกับวิถีชีวิต กับระบบนิเวศน์ โดยเฉพาะระบบนิเวศน์ที่ปากแม่น้ำจะเปลี่ยนไปทันที ระบบนิเวศน์ของสมุทรสงครามเป็นเมือง 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย การขุดลำน้ำแม่กลองลึกเกินไปตั้งแต่ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ถึง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม จะมีผลกระทบสองฝั่งของแม่น้ำแม่กลอง เพราะจะมีน้ำเค็มจากทะเลหนุนเข้ามา และน้ำทะเลซึ่งเป็นน้ำเค็มหนักกว่าน้ำจืด จะลงไปนอนอยู่ก้นอยู่ในแม่น้ำแทนน้ำจืด ระบบนิเวศวิทยาจะเปลี่ยนไป" ประธานหอการค้าสมุทรสงคราม กล่าว

ขณะที่ นายศิริวัฒน์ คันทารส แกนนำประชาคมคนรักแม่กลอง กล่าวว่า ท่าทีของคนสมุทรสงครามไม่ได้มองเป็นเรื่องการเมือง เพราะโครงการนี้เป็นไปตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เป็นกฎหมาย ซึ่งก่อนที่จะมีโมดูล เอ 5 ของโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท กรมชลประทานได้เคยมาศึกษาการแก้ปัญหาอุทกภัยฝั่งตะวันตกอยู่แล้ว และมีการนำเสนอทางผ่านน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่แล้ว

กระทั่งมีโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ข้อมูลทั้งหมดจึงถูกยกมาไว้ในโครงการนี้ ซึ่งตอนแรกส่วนตัวมองว่าเมื่อสิ้นรัฐบาลพรรคเพื่อไทยแล้ว รัฐบาลใหม่คงไม่หยิบเรื่องนี้มาอีก แต่ขณะนี้ทราบว่ากรมชลประทานได้รื้อฟื้นการรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร และ จ.นครปฐม กลับมาอีกครั้ง เท่ากับว่าโครงการนี้ยังอยู่

"หากจะเดินหน้าโครงการก็ขอบอกว่าคนสมุทรสงครามจะออกมาคัดค้าน ที่ผ่านมาโครงการนี้คนแม่กลองสู้ด้วยเหตุผล ไม่ได้สู้เพราะไม่ชอบรัฐบาลเพื่อไทย ไม่ได้สู่เพราะเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล ขอบอกว่ารัฐบาลไหนก็แล้วแต่ หากจับเอาโมดูล เอ 5 มานำเสนอ ก็จะถูกคัดค้านจากภาคประชาชน" นายศิริวัฒน์กล่าว

นางกานดา พาเจริญ อายุ 53 ปี อาชีพเกษตรกร ภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า ท่าทีของประชาชนในพื้นที่ยังไม่ไว้ใจโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท เพราะหาก คสช.นำโครงการนี้มาปัดฝุ่นทำต่อ ประชาชนจะเดือดร้อน โดยเฉพาะโมดูล เอ5 ที่มีผลกระทบกับ จ.สมุทรสงครามอย่างมาก เพราะหากแม่น้ำสายใหม่เกิดได้ ในฤดูน้ำหลากน้ำจากภาคเหนือจะเทผ่านแม่น้ำสายใหม่ลงมายัง จ.สมุทรสงคราม แต่ช่วงหน้าแล้งจะมีการดึงน้ำไปเลี้ยงแม่น้ำสายใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้ไม่มีน้ำลงมา และน้ำทะเลจะหนุนน้ำเค็มเข้าแม่น้ำแม่กลอง และคลองสายต่างๆ ในสมุทรสงคราม กระทบกับเกษตรกรโดยตรง