กลเม็ด"ธุรกรรมการเงิน" แก๊งค้ายา ปกปิด-อำพราง-จนท.ธนาคารรู้เห็น
เป็นข่าวครึกโครมเมื่อไม่กี่วันมานี้กับปฏิบัติการยึดทรัพย์เครือข่ายค้ายาเสพติดทั้งหมด 4 จุดในพื้นที่ หมู่ 2 บ้านแม่ตาว ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยปฏิบัติการครั้งนี้นับเป็นการประเดิมยึดทรัพย์เครือข่ายค้ายาเสพติดตามที่ระบุไว้ในมาตรการที่ 4 ของคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 41/2557 ลงวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา
เป้าหมายที่ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการ ป.ป.ส. สนธิกำลังกับทหารและตำรวจบุกเข้าตรวจค้นครั้งนี้ เป็นเครือข่ายคนไทยที่เปิดบริษัทบังหน้าเพื่อคอยให้ความช่วยเหลือชาวเมียนมาร์ที่เข้ามาดำเนินการเรื่องยาเสพติดในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับโอนเงินยาเสพติดปีละกว่า 2,400 ล้านบาท
โดยทรัพย์ที่ถูกอายัดนั้นมีทั้งบ้าน ที่ดิน รถยนต์ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท!
พล.ต.อ.พงศพัศ ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงมาตรการยึดทรัพย์ขบวนการค้ายาเสพติดว่า เรื่องการยึดอายัดทรัพย์สินของขบวนการค้ายาเสพติดนั้น ป.ป.ส.ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสรรพากร ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่เมื่อมีคำสั่งจาก คสช.ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะดำเนินการกับขบวนการเหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาด
ทั้งนี้ สมัยก่อนกลุ่มคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดนั้นมีไม่มาก แต่ทุกวันนี้มีมากขึ้น บางรายลอยตัวอยู่เหนือขึ้นไปแล้วจึงไม่ค่อยมีความเชื่อมโยงในด้านหลักฐาน อย่างไรก็ตาม กลุ่มบุคคลเหล่านี้หากเอ่ยชื่อมาก็พอจะทราบว่าใครเป็นใคร
"ทุกวันนี้ขบวนการมีการตัดตอนเป็นจำนวนมาก ที่เราตรวจสอบพบมีถึง 15 ขั้นตอนซึ่งรวมถึงเครือข่ายในส่วนที่ทำหน้าที่รับจ้างขนยาเสพติดด้วย" พล.ต.อ.พงศพัศ ระบุ
จากปฏิบัติการยึดทรัพย์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่าขบวนการค้ายาเสพติดนั้นมีกลวิธีจัดการ "เงิน" ที่สลับซับซ้อน แต่นี่เป็นเพียงช่องทางหนึ่งเท่านั้น
ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของสำนักงาน ป.ป.ส.พบว่า รูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินของเครือข่ายนักค้ายาเสพติดแต่ละระดับมีความแตกต่างกัน แบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ คือ
รูปแบบที่หนึ่ง เครือข่ายการค้ายาเสพติดแหล่งแพร่ระบาด รูปแบบที่สอง เครือข่ายการค้ายาเสพติดรายใหญ่ และรูปแบบที่สาม เครือข่ายค้ายาเสพติดบริเวณชายแดน
รูปแบบแรก การทำธุรกรรมทางการเงินของเครือข่ายการค้ายาเสพติดแหล่งแพร่ระบาด มีขั้นตอน คือ เมื่อผู้ค้ารายย่อยส่งยาเสพติดให้คนเดินยานำไปส่งต่อให้ลูกค้าแล้ว ลูกค้าจะจ่ายเงินให้กับผู้ค้า 2 ทาง ได้แก่ จ่ายเงินสดค่ายาให้คนเดินยานำไปส่งต่อให้ผู้ค้า กับจ่ายผ่านเครื่องฝากเงินสดอัตโนมัติ หรือส่งเงินค่ายาผ่านระบบธนาคารออนไลน์ หรือเอทีเอ็มให้กับผู้ค้าฯโดยตรง ซึ่งแต่ละครั้งจะมียอดเงินระหว่าง 5,000-10,000 บาท
ส่วนผู้ค้ารายย่อยนั้น จะเปิดบัญชีสำหรับรับโอนค่ายาไว้ 1-2 บัญชี ซึ่งมีทั้งที่เป็นบัญชีชื่อตัวเองหรือบัญชีบุคคลใกล้ชิด แต่เป็นบัญชีที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด
เมื่อผู้ค้ารายย่อยรวบรวมเงินได้แล้วก็จะโอนเงินผ่านระบบอัตโนมัติของธนาคารให้กับผู้ค้ารายกลางผ่านบัญชีธนาคารที่เปิดไว้ใช้รับและโอนค่ายาเสพติดประมาณ 3-5 บัญชี แต่จะไม่ใช้บัญชีในชื่อของตัวเอง เป็นบัญชีในชื่อของคนใกล้ชิด โดยบัญชีธนาคารของกลุ่มผู้ค้ารายกลางนั้น จะเคลื่อนไหวในพื้นที่เมืองใหญ่ โดยมียอดเงินรับเข้ามาครั้งละ 30,000-50,000 บาท
รูปแบบที่สอง คือ เครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ มีรูปแบบธุรกรรมทางการเงินที่ซับซ้อนหลายขั้นตอน โดยมีการตัดตอนอย่างน้อย 2 ขั้นตอน
เริ่มจากผู้ค้ารายใหญ่จะสั่งการให้เครือข่ายไปเปิดบัญชีไว้ 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นบัญชีที่รับโอนเงินจากลูกค้าที่จ่ายเงินค่ายาผ่านตู้ฝากเงินสดอัตโนมัติ หรือระบบอัตโนมัติของธนาคารไปเข้าบัญชีต่างๆ ที่เปิดรอไว้ ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าเป็นบัญชีที่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้เปิดบัญชีเป็น "เกษตรกร" และ "เยาวชน" โดยลักษณะของการเปิดบัญชีเป็นการเปิดวันเดียวกัน สาขาเดียวกัน แต่กลับมีความเคลื่อนไหวของกระแสเงินจากนอกพื้นที่ที่เปิดบัญชี และมียอดเงินเข้าบัญชีสูงชนิดที่ไม่สอดคล้องกับฐานะและอาชีพของเจ้าของบัญชี
เมื่อลูกค้าโอนเงินค่ายาเข้าบัญชีเหล่านี้แล้วก็จะถูกโอนต่อผ่านระบบอัตโนมัติของธนาคารไปเข้าบัญชีที่ผู้เปิดบัญชีเป็นบุคคลต่างด้าว ซึ่งมีการเปิดรอไว้หลายบัญชีกับธนาคารที่อยู่ตามแนวชายแดน
โดยบัญชีเงินฝากในส่วนนี้จะมีกระแสการเงินเคลื่อนไหวถี่ ยอดเงินครั้งละ 1-5 ล้านบาท แต่เมื่อมีเงินโอนเข้ามาแล้วก็จะถูกถอนออกไปทันที โดยจะทำธุรกรรมในสาขาที่เปิดบัญชีไว้ ส่วนการถอนเงินออกไปนั้นจะถือเงินสดออกไปครั้งละประมาณ 5-10 ล้านบาทเพื่อเอาไปส่งให้ผู้ค้ารายใหญ่
รูปแบบสุดท้าย คือ รูปแบบในกลุ่มเครือข่ายค้ายาเสพติดบริเวณชายแดนซึ่งเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงไปถึง "เจ้าของยาเสพติด" กล่าวคือ เมื่อมีการถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารที่มีสาขาอยู่ตามแนวชายแดนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการถอนที่เคาน์เตอร์ธนาคาร ซึ่งในส่วนนี้จะต้องมี "เจ้าหน้าที่ธนาคาร" รู้เห็นเป็นใจ หรือการถอนจากตู้เอทีเอ็มหลายๆ แห่ง จากนั้นจะนำเงินสดทั้งหมดรวบรวมเพื่อส่งกลับไปให้เจ้าของยาเสพติดผ่านการลักลอบขนเงินผ่านแดน ทั้งหมด 3 วิธี คือ
1.ปะปนไปกับสินค้าตามแนวชายแดน 2.มีขบวนการลักลอบขนเงินให้ และ 3.ร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตราหรือโอนเงินระหว่างประเทศ หรือที่เรียกว่า "โพยก๊วย" ตามแนวชายแดน
แม้ว่าที่ผ่านมาจะไม่ค่อยเห็นเจ้าหน้าที่เข้ายึดอายัดทรัพย์เครือข่ายค้ายาเสพติดบ่อยครั้งนัก แต่ทุกครั้งที่ออกปฏิบัติการจะสังเกตว่าเป็น "เป้าหมายใหญ่" ซึ่งล้วนแต่ส่งผลต่อการป้องกันและปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดได้อย่างเห็นผล
ดังนั้นหาก ป.ป.ส.จะอาศัยจังหวะนี้ใช้มาตรการยึดทรัพย์กับอีก 2 เครือข่ายที่เหลือ คือ เครือข่ายการค้ายาเสพติดแหล่งแพร่ระบาด และเครือข่ายการค้ายาเสพติดรายใหญ่ เพื่อกำจัดเครือข่ายค้าเสพติดแบบ "ทั้งขบวนการ" ให้สิ้นซากแล้วล่ะก็ คงไม่มีช่วงเวลาใดเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว
000
(ล้อมกรอบ)
"กรมคุก-ป.ป.ท." เด้งรับคสช.เร่งเช็กบิลจนท.เอี่ยวยาเสพติด
พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยภายหลังประชุมสั่งการผู้บัญชาการเรือนจำที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและหน่วยสนับสนุนเรื่องการจู่โจมตรวจค้นยาเสพติดและสิ่งของต้องห้ามตามระเบียบเรือนจำ เมื่อวานนี้ (9 มิ.ย.) ว่า ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง คสช. โดยทุกเรือนจำทั่วประเทศต้องดำเนินการจู่โจมตรวจค้น หรือ "บิ๊กคลีนนิ่ง" ด้วยตนเอง หากมีข้อมูลการข่าวถึงความผิดปกติ หน่วยพิเศษจากส่วนกลางจะเข้าตรวจค้นแล้วพบยาเสพติดหรือสิ่งของต้องห้าม ผบ.เรือนจำต้องรับผิดชอบ
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวอีกว่า ได้มอบหมายให้นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ต้องขังรายบุคคล หากพบว่ารายใดยังมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดนอกเรือนจำจะใช้อำนาจอธิบดีสั่งย้ายไปอยู่แดน "ซูเปอร์แมกซ์" ของเรือนจำกลางเขาบิน จ.ราชบุรี ซึ่งสร้างไว้รองรับผู้ต้องขังที่เป็นนักค้ารายใหญ่และยังมีพฤติกรรมลักลอบนำอุปกรณ์สื่อสารมาสั่งค้ายาเสพติดจากในเรือนจำ
นอกจากนี้มอบหมายให้ไปตรวจสอบมาตรการต่างๆ ของเรือนจำว่ามีช่องโหว่ตรงจุดใดและต้องเพิ่มเติมความเข้มข้นในจุดใด เพื่อไม่ให้นักค้ายาใช้เครือข่ายยาเสพติดในเรือนจำได้อีก โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยแล้วรายงานเข้ามาที่ส่วนกลาง
ด้าน นายประยงค์ ปรียาจิตต์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กล่าวว่า สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการเรียกรับสินบน หรือปฏิบัติหน้าที่มิชอบในคดียาเสพติดนั้น ป.ป.ท.ได้ไต่สวนคดีที่เกี่ยวข้องไปแล้ว 27 เรื่อง ชี้มูลความผิดแล้ว 5 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นคดีที่มีการร้องเรียนตำรวจจับกุมและเรียกรับเงิน การอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. แต่ไม่มีบัตรประจำตัว และกรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำมีพฤติกรรมนำยาเสพติดเข้าไปในเรือนจำ ส่วนที่เหลืออีกกว่า 500 เรื่องจะเร่งไต่สวนให้แล้วเสร็จ









